วันที่ 10 พฤษภาคม 2559 นายสามารถ ลอยฟ้า ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งจังหวัดลำปาง ที่ 1,500/2559 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งประกาศดังกล่าวสืบเนื่องจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้มาตรา 44 มีคำสั่งที่ 19/2558 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2558 ให้นางสุนี สมมี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง ระงับการปฏิบัติราชการ ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2558 โดยมีมูลเหตุจากการจัดจ้าง โดยวิธีสอบราคาของ อบจ.ลำปาง ปีงบประมาณ 2549-2550 มีการใช้อำนาจหน้าที่ในการอนุมัติพิจารณา หรือดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอราคา ซึ่งกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ละเว้นไม่ดำเนินการให้มีการยกเลิก อันเป็นการละเลยไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ หรือปฎิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย
อาศัยอำนาจตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบด้วยข้อ 7 แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และมีกรรมการ ได้แก่ นายสุรพล บุรินทราพันธุ์ ปลัดจังหวัด, นายอนุชา สุขสงวน คลังจังหวัดลำปาง, นายจำลักษณ์ กันเพ็ชร์ ท้องถิ่นจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ นอกจากนี้ ยังมีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ นิติกรชำนาญการพิเศษ และนายทัศสุวรรณ สายปะละ นักส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นชำนาญการ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งในคำสั่งให้ดำเนินการสอบสวนโดยถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น แล้วให้รายงานผลการสอบสวนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางทราบโดยเร็ว
โดยนายสามารถ ลอยฟ้า ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในเรื่องนี้ว่า หลังจากที่ทาง คสช.มีคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของนายก อบจ.ลำปาง หลังจากนั้นทาง นางสุนี สมมี นายก อบจ.ลำปาง ก็มีการทำหนังสือมาโดยอ้างว่า เกิดเสียโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ และให้จังหวัดสอบถาม และเร่งรัดไปยังกระทรวงมหาดไทย และทาง คสช.ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งในครั้งนั้นในคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ ยังไม่มีการแจ้งมูลเหตุมาให้ทราบ ทำให้ทางจังหวัดได้ทำหนังสือสอบถามไป กระทั่งปลายเดือนมีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ทางกระทรวงมหาดไทยและทางกระทรวงยุติธรรม ก็ได้มีหนังสือตอบกลับมายังจังหวัดลำปาง ว่ามูลเหตุมาจากการโอนงบประมาณไปตั้งจ่ายงบกลาง ซึ่งเป็นโครงการขุดลอก 112 โครงการ และโครงการถมที่ก่อสร้างอาคารสำนักงาน อบจ.ลำปาง อีก 7 โครงการ สำหรับมูลเหตุในโครงการดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นในห้วงปี 2549-2550
“ผมเองได้ตรวจสอบข้อมูลเดิม ทราบว่าทางจังหวัดเคยสั่งให้ยุติเรื่องสอบสวนดังกล่าวไปในสมัยผู้ว่าฯคนก่อน ว่าในเรื่องการโอนงบประมาณเป็นความชอบธรรมของนายก อบจ.ลำปาง จากนั้นล่าสุดทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่น หรือ (สตง.) ก็ได้เข้ามาตรวจอย่างละเอียด และตรวจซ้ำ ก่อนที่จะแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องอำนาจหน้าที่ของการฮั้วประมูล ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ ที่ต่างจากเรื่องเดิมที่จังหวัดเคยสั่งยุติการสอบสวนไป ซึ่งเรื่องใหม่นี้ทาง สตง.ได้กล่าวหา และชี้มูลตาม พ.ร.บ.การฮั้วประมูล ในลักษณะที่เข้าข่ายอาจจะทำแบบในลักษณะแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ซึ่งในเรื่องนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ก็ชี้มูลความผิดมาด้วย”
ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางยังกล่าวอีกว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยที่ทางจังหวัดตั้งขึ้น จะมีอำนาจหน้าที่สอบสวนตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย โดยมีระยะเวลาสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน และถ้าไม่แล้วเสร็จตามกรอบเวลาดังกล่าว ก็สามารถขยายระยะเวลาออกไปได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน ซึ่งหลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ก็ได้มีการประชุมเพื่อกำหนดประเด็น สำหรับในเรื่องนี้เอกสารหลักฐานต่างๆ ได้มีหมดแล้ว อยู่ที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัด ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนก็คงจะมีการเร่งรัดเพื่อดำเนินการต่อไป ในการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับนายก อบจ.ลำปาง และหลังจากมีการสอบสวนเสร็จ เมื่อพบมีมูลความผิดจริง ทางคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นก็จะเสนอมายังผู้ว่าราชการจังหวัด จากนั้นก็จะส่งต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และทาง คสช. เพื่อเอาผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งโทษสูงสุดคือการสั่งให้ออกจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่หากพบว่าไม่มีมูลความผิด ก็จะสั่งให้ยุติเรื่องดังกล่าว

