เมื่อวันที่ 19 มกราคม นายจรัส สุวรรณมาลา นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เปิดเผยว่า กรณีเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ มีเหตุรุนแรงฆ่าพระภิกษุใน อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาสยืนยันว่าผู้ก่อเหตุตั้งใจก่อความไม่สงบ ทำให้เกดความหวาดกลัว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่วนกรณีที่จะทำให้เกิดการยั่วยุระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิมเชื่อว่าไม่มีเหตุจูงใจเรื่องนี้ เนื่องจากผู้เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบร้อยละ 30–40 เป็นชาวมุสลิมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนซึ่งอาจจะไม่ปรากฎเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชน แต่กรณีที่มีการฆ่าพระภิกษุจะเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน แต่หลายฝ่ายต้องประเมินข้อเท็จจริงในระดับพื้นที่ แต่ถ้าให้คาดการณ์เชื่อว่าที่ผ่านมาฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบมีการสูญเสียจึงมีการปฏิบัติการเพื่อตอบโต้ ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ไปคุ้มครองครู หรือเจ้าหน้าที่รัฐส่วนอื่น แต่เชื่อว่าการฆ่าพระที่ไม่มีมูลเหตุความขัดแย้ง และเป็นเรื่องที่กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.)ควรออกมาเคลื่อนไหวหลังมีเหตุการณ์นี้
“เนื่องจากการฆ่าในลักษณะนี้ใกล้เคียงกับการทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เนื่องจากไม่ใช่เป็นความแค้นส่วนตัว วิธีการฆ่าแบบนี้ไม่เรื่องของชนเผ่าหรือศาสนา แต่เลือกฆ่าเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่พวกของตัวเอง ส่วนตัวมีคำถามว่าเมื่อมีการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรงเช่นนี้ กรรมการสิทธิฯยังไม่มีใครออกมาแสดงความเห็นอะไร ส่วน คสช.จะต้องทบทวนอะไรหรือไม่ ต้องถามย้อนหลังไปถึงทุกรัฐบาลก่อนหน้านี้ หลายปีที่ผ่านมามีความพยายามไม่ให้มีการละเมิดสิทธิกับประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีแนวทางในการจับกุมผู้ก่อเหตุโดยใช้หลักความยุติธรรม แต่เชื่อว่ายังไม่เพียงพอ เพราะผู้ก่อเหตุรุนแรงยังเป็นภัยคุกคามกับบุคคลทั่วไป สำหรับการเจราจาสันติสุขยังจำเป็น แต่ต้องยอมรับว่าผู้ก่อเหตุมีหลายกลุ่ม บางกลุ่มที่ยังถือปืนไม่ต้องการเจรจา เพาะไม่ได้สังกัดกลุ่มใด อย่าคิดว่าจะเจรจาแล้วได้ผล เพาะบางกลุ่มมีเป้าหมายไม่ยอมให้เหตุการณ์สงบ หัวรุนแรง ส่วนตัวผมเรียกว่าโจร แต่ยอมรับว่านโยบายพาคนกลับบ้านก็ได้ผลส่วนหนึ่ง แต่คนกลุ่มนี้ยังอยู่ที่เดิม และในเบื้องหลังรัฐบาลยังต้องการใช้ยาแรงกว่า แต่มีข้อจำกัดหลายอย่างที่เป็นอุปสรรค” นายจรัสกล่าว
นายจรัส กล่าวว่า สำหรับองค์กรระหว่างประเทศหากเข้ามา ก็ช่วยอะไรไม่ได้และยิ่งสร้างปัญหา เนื่องจากผู้ก่อความไม่สงบมีเป้าหมายให้องค์กรจากต่างประเทศเข้ามา หลังจากมีแนวทางฆ่ากลางเผ่าพันธุ์แล้วต้องการยกระดับเจรจา เพิ่มอำนาจการต่อรอง แต่ไม่ยืนยันว่ามีเป้าหมายใด ทั้งต้องการอำนาจรัฐหรือการปกครองครองตนเอง ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงไม่ใช่เฉพาะในไทยแต่ประเทศอื่นก็ไม่เห็นด้วย ส่วนรูปแบบของ 3จังหวัดในชายแดนภาคใต้ที่จะใช้รูปแบบของการปกครองตนเอง ตนเห็นด้วย เนื่องจากรัฐบาลส่วนกลางยังมีปัญหาในการพัฒนาพื้นที่ แต่สำหรับผู้ก่อความไม่สงบต้องแยกต่างหากเนื่องจากไม่ต้องการแนวทางการปกครองตนเอง เพราะไม่เคยยื่นข้อเสนอใดๆดังนั้นจึงประเมินว่ามีการความต้องการคุ้มครองเฉพาะพื้นที่เพื่อเหตุอื่นเช่น กระบวนการค้ายาเสพติดหรือกลุ่มผู้เสพอาจเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ก่อความไม่สงบจะไม่ยุติปัญหาแม้จะมีบริบทจากการเปลี่ยนแปลงแนวทางการปกครอง

