ประเพณีความเชื่อมวลมนุษย์ทั่วทุกท้องถิ่น ล้วนสัมพันธ์และผูกพันกับชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย มีการแบ่งลำดับชนชั้นและพัฒนาการเรื่อยมาครั้นเมื่อยุคบรรพกาล
แต่เดิม วิธีจัดการกับร่างผู้ล่วงลับ หากไม่ใช่เพื่อเร่งรัดให้ย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ก็คงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะรำลึกถึงผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเหลือแต่ชื่อไว้ในความทรงจำ จึงค่อยพัฒนาจนเป็นพิธีรีตองต่างกันไปตามภูมิภาคที่ตั้ง บ้างก็ทางบก หรือทางน้ำ ตามที่ธรรมชาติจะอำนวยให้
ในประเทศไทยเอง แต่โบราณเราใช้วิธีปล่อยร่างผู้ตายไปทางน้ำ ก่อนจะรับประเพณีจากฝั่งอินเดียมาใช้ ด้วยวิธีการเผาจวบจนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับพิธีพระราชทานเพลิงครูใหญ่ และครูใหญ่พระเทพวิทยาคม หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 29 มกราคมนี้ บริเวณฌาปนสถานชั่วคราว พุทธมณฑลอีสาน จ.ขอนแก่น
ในโอกาสนี้ เราได้พูดคุยกับ ดร.กิติสันต์ ศรีรักษา และ นายภราดร เสมาเพชร สองอาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ออกแบบและวิจัยค้นคว้านกหัสดีลิงค์เทินบุษบก บนยอดเขาพระสุเมรุ สถานที่จัดทำพิธีซึ่งถอดแบบตามความเชื่อเรื่องชาติภพในดินแดนสุวรรณภูมิ จำลองขึ้นเป็นป่าหิมพานต์ท่ามกลางยอดเขาสูงสุดในจักรวาล

ดร.กิติสันต์ ซึ่งดูแลองค์ประกอบงานในภาพรวม เล่าว่า ภายหลังจากที่หลวงพ่อคูณละสังขารไปแล้ว ได้มีการเปิดพินัยกรรมซึ่งเนื้อหาระบุเจตนารมณ์ของหลวงพ่อ ที่ต้องการให้จัดงานไปอย่างเรียบง่าย ทางคณะศิลปกรรมจึงได้นำมาตีความสำหรับงานออกแบบชิ้นนี้มาผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นถิ่นอีสาน ซึ่งให้ความเป็นอิสระและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของท่าน โดยในงานนี้เราได้ รศ.นิยม วงศ์พงษ์คำ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มข. เป็นประธานออกแบบและฌาปนกิจ คอยอำนวยการและตรวจตราในทุกขั้นตอน

อาจารย์เล่าอีกว่า วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสานได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรเขมร ผสานเข้ากับล้านนาและล้านช้างในภูมิภาคไทย ซึ่งมีรายละเอียดที่อาจไม่วิจิตรเทียบเท่ากับงานหลวงของภาคกลาง แต่ถือเป็นรากเหง้าที่แสดงออกถึงความเป็นอีสานได้อย่างชัดเจน
“ความเรียบง่ายในบางครั้งก็ไม่ธรรมดา เช่นตัวหลวงพ่อคูณที่ความเรียบง่ายคืออัตลักษณ์ความบริสุทธิ์ทางการกระทำต่างๆ สื่ออกมาเป็นสีขาว”
สำหรับเหตุผลการสร้างฌาปนสถานให้เป็นนกหัสดีลิงค์นั้น ใช้สำหรับผู้มีสมณะศักดิ์รองลงมาจากเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ โดยนกตัวนี้จะเทินด้วยยอดเขาพระสุเมรุ หมายความว่าเป็นรองจากเทพลงมา ยึดถือตามหลักความเชื่อที่ว่านกชนิดนี้ ได้คาบร่างของกษัตริย์เมืองหนึ่งไป ก่อนที่ธิดาชื่อนางสีดาจะไปตามกลับมาด้วยการยิงธนูสังหารนกตัวนั้น
จึงสืบทอดกันประเพณีเรื่อยมา โดยจะจำลองให้เมรุลอยนี้มีชีวิตด้วยการขยับชิ้นส่วนในบางจุดได้ ก่อนจะมีร่างทรงนางสีดา ทำการร่ายรำประกอบพิธีถวายพระเพลิงจริง และจะสังหารนกนี้ต่อไป
นายภราดร ซึ่งเป็นผู้ออกแบบนกตัวนี้ ได้อธิบายถึงขั้นตอนดำเนินงานที่เตรียมการมากว่า 2 ปี ใช้เวลาประชุมนานหลายครั้งรวมเวลาออกแบบร่วม 1 เดือนเต็ม ผ่านอุปสรรคมาไม่น้อยกว่าที่จะมาสำเร็จเป็นงานชิ้นนี้
โดยโครงสร้างของตัวนก เป็นไม้เนื้อแข็งสูง 22.6 เมตร ใช้ไม้ไผ่ประกอบเป็นโครงด้านนอก แปะรอบด้วยประติมากรรมกระดาษเปเปอร์มาเช่ โดยภายในบรรจุเตาเผาฟืนไว้ ประดิษบนฐานแปดเหลี่ยม กว้าง 16 เมตร มีตัวนาคหันหน้าไปแต่ละทิศ มีความยาว 5 เมตร 12 ตน และรายล้อมด้วยสัตว์หิมพานต์ 32 ตน บนสระอโนดาษที่จะเพิ่มลูกเล่นใส่ควันไอน้ำ ซึ่งทั้งหมดจะถูกเผาไปพร้อมกับร่างของหลวงพ่อคูณ ก่อนจะนำอังคารของท่านไปลอยแม่น้ำโขง ที่จ.หนองคาย ตามเจตจำนง
“ก่อนจะมีโครงการนี้ ผมเคยฝันว่ามีคนเรียกให้เข้าไปหา ต้นเสียงมาจากใต้ถุนโรงเรียน พอเข้าไปก็พบเป็นหลวงพ่อคูณ ท่านก็เคาะหัวให้ผมหนึ่งที แล้วผมก็ได้มาทำโครงการนี้” นายภราดรทิ้งท้าย
ตลอดชีวิตของหลวงพ่อคูณ ที่อุทิศให้กับมวลชนด้วยความเมตตา ยึดถือการให้โดยไม่หวังผล ประกอบกับการดำเนินชีวิตที่สมถะ และชาญฉลาดวางแผนจัดการ แม้กระทั่งมรณภาพไปแล้ว ก็ไม่ประสงค์ที่จะให้มีผู้ใดหาผลประโยชน์จากการใช้ร่างกายได้อีกสร้างศรัทธาที่ยิ่งใหญ่กับพี่น้องชาวไทยอีสาน จนได้รับการขนานนามว่าเป็นนักบุญที่ราบสูง และจะได้รับการจดจำอีกไปตราบนานเท่านาน

