วันที่ 12 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบคุณตาเอือน ศรีสุข อายุ 64 ปี ชาวบ้าน ม.7 บ.ทุ่งนาค ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ที่มีจิตสาธารณะสร้างแพขนาด 2 เมตรครึ่ง คูณ 3 เมตร เพื่อไว้บริการชาวบ้านในพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จ.บุรีรัมย์ และจ.สุรินทร์ เพื่อข้ามฟากลำน้ำชี ที่มีความกว้างกว่า 30 เมตร เดินทางไปมาหาสู่กันเกือบ 10 ปีแล้ว โดยมีประชาชนใช้บริการข้ามฟากทั้งตัวเปล่าและบรรทุกรถจักรยานยนต์ไปด้วย ค่าบริการแล้วแต่ชาวบ้านจะให้ ส่วนชาวบ้านที่มาตัวเปล่าคุณลุงยังใจดี ไม่เก็บเงินอีกด้วย จะเก็บเฉพาะคนที่นำรถจักรยานยนต์มาขึ้นแพเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะให้คุณลุงเพื่อเป็นสินน้ำใจ มีตั้งแต่ 2-5 บาท 10 และ 20 บาท แต่คุณลุงก็ไม่ได้ว่าอะไร ซึ่งประชาชนที่ใช้บริการในแต่ละวัน ก็ไม่มากเท่าไหร่นักวันละประมาณ 30-40 คนเท่านั้น
ชาวบ้านที่ใช้บริการเมื่อขึ้นแพก็จะช่วยคุณลุงสาวเชือกที่ผูกโยงกับแพและสองฟากฝั่ง ด้วยการผูกลอดผ่านห่วงเหล็กที่มัดติดกับตัวแพ แทนการแจว เป็นภาพที่อบอุ่นและน่ารักอย่างยิ่ง ขณะที่สองข้างลำน้ำชีก็สามารถชมธรรมชาติตามป่าข้างลำน้ำชีที่ยังอุดมสมบูรณ์ได้อีกด้วย ขณะที่ฝูงควายที่ชาวบ้านนำมาเลี้ยงสองฟากฝั่งลำชีก็พากันลงเล่นน้ำ มุดน้ำดำหัวเล่นเพื่อคลายร้อนอย่างสบายใจเฉิบ พร้อมมองคุณลุงให้บริการประชาชนอย่างเป็นมิตร เป็นภาพที่อบอุ่นเป็นอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท
คุณตาเอือน เจ้าของแพ กล่าวว่า ตนว่าจ้างให้ช่างทำแพให้ในราคาประมาณ 1 หมื่นกว่าบาท เพื่อมาให้บริการประชาชนในพื้นที่ 2 จังหวัด โดยฝั่งนี้เป็นพื้นที่ของบ้านทุ่งนาค ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นพื้นที่ของ บ.สำโรง ต.กระสัง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ตนทำแพมาให้บริการประมาณ 6 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้จะใช้เรือแจว ซึ่งพ่อของตนเองเป็นคนให้บริการชาวบ้าน ด้วยการแจวเรือมานับสิบปีแล้ว หลังจากท่านเสียชีวิต ตนจึงต้องมารับหน้าที่ต่อ แต่การแจวเรือจะลำบาก เลยคิดทำแพจะสะดวกกว่า ปกติตนจะสลับกันกับภรรยามารอให้บริการชาวบ้าน

“ส่วนคนที่ใช้บริการก็จะเป็นชาวบ้านที่ไปมาหาสู่ญาติพี่น้องและข้ามไปทำไร่ทำนา คนข้ามตนจะไม่คิดเงิน คิดเฉพาะรถจักรยานยนต์ รายได้ไม่ได้ว่าดีอะไร บางคนไม่มีก็ให้ 2-3 บาท 5 บาท 10 หรือ 20 บาทก็มี วันหนึ่งได้ประมาณ 100 บาท ตนเคยคิดจะเลิกทำ เพราะเสียเวลาต้องมานั่งเฝ้ารอคนข้าม แต่ชาวบ้านก็ขอร้องไม่ให้เลิก เพราะจะข้ามไปมาไม่ได้ หากใช้เส้นทางอื่นก็จะต้องอ้อมเกือบ 20 กิโลเมตร ตนจึงต้องให้บริการต่อถึงแม้จะไม่ได้อะไรมาก แต่ให้บริการได้เฉพาะช่วงนี้ พอฤดูฝน ฤดูน้ำหลากมาก็ต้องหยุดทำ เพราะไม่สามารถดึงแพได้จะอันตราย ซึ่งในช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีชาวบ้านมาใช้บริการจำนวนมาก” คุณตาเอือน กล่าว
ด้านนายสีเทา ยีรัมย์ ผู้ใช้บริการแพข้ามฟาก อายุ 41 ปี กล่าวว่า ตนข้ามฟากไปหาลูกสาวที่มีครอบครัวอยู่ที่บ้านหนองซำ ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ถ้าอ้อมจะไกลหลายกิโลเมตร เห็นลุงเอือนทำแพมานานแล้ว เวลาตนไม่มีตนก็ไม่ได้ให้ เวลามีเงินก็ให้แกครั้งละ 10-20 บาท ส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านที่ข้ามมาทำนา ตนใช้บริการคุณลุงเป็นประจำ ที่ผ่านมาชาวบ้านเคยขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทำสะพานให้แต่ก็ไม่ได้สักที

