วันที่ 13 พฤษภาคม นางธัญญารัศมิ์ สินทรธรรมทัช อายุ 39 ปี ชาวบ้าน ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตรและเพชรบูรณ์ และเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองอัครารีซอร์สเซส กล่าวว่า จากกรณีที่ บ.อัคราฯ ท้าพิสูจน์ ชาวบ้านป่วยไม่ใช่มาจากเหมืองทองเป็นต้นเหตุนั้น เป็นแค่ข้ออ้างของเหมืองทอง แต่จริงๆ แล้วกฎหมาย พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 เขาเขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้ามีเหตุเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือเกี่ยวกับคน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเกิดจากเหมืองข้อ 131/1 รัฐมีอำนาจสั่งได้ ในข้อสรุปเบื้องต้นในด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ออกมาชัดเจนแล้วว่าชาวบ้านที่ล้มป่วยได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ บ.อัครา เองพยายามหาข้ออ้างทุกอย่างเพื่อจะหาวิธีการให้รัฐเห็นว่า จะต้องทำให้เหมืองกลับมาเปิดให้ได้
นางธัญญารัศมิ์ กล่าวอีกว่า กรณีที่เหมืองออกมาอ้างว่าปิดเหมืองทองจะทำให้รัฐเสียโอกาสเงินกว่า 4 หมื่นล้านบาท ตนเองมองว่าประเทศชาติได้ประโยชน์ นั้นถ้าเทียบกับรายได้ ที่ อัครา เอาออกนอกประเทศไปเป็นหมื่นล้านซึ่งไม่คุ้มกันเราเสียทองคำให้เขาไป ซึ่งได้เป็นหมื่นๆ ล้าน กับเราได้แค่ไม่กี่พันล้าน กับภาษีไม่กี่ร้อยล้านบวกค่าจ้างแรงงานแล้วก็ไม่กี่พันล้าน ถามว่า ถ้าประเทศไทยเอามาเยียวยาเรื่องฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้เวลาระยะกี่ปี ดูอย่างเช่นคลิตี้ที่จังหวัดกาญจนบุรี รัฐเองก็ให้ออกมาฟื้นฟูแต่ไม่ทำตามสุดท้ายแล้วบริษัทก็ไม่มีการฟื้นฟู รัฐเองก็ต้องออกมาฟื้นฟู ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีการฟื้นฟู บ.พวกนี้ทำแล้วทิ้งหมดถ้าจังหวัดพิจิตร เป็นเหมือนตรงนั้นรัฐเองก็ต้องมาฟื้นฟูกันเอง ต้องเสียเงินเทาไหร่ ซึ่งไม่คุ้มกันดังนั้นทำไมคนไทยต้องเสียทองคำให้ชาวต่างชาติ
นางธัญญารัศมิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เครือข่ายที่ต่อต้านเหมืองทองทั่วประเทศยังไม่ไว้วางใจเพราะตอนนี้ คสช. มีอำนาจสั่งได้ แต่ถ้า คสช.หมดอำนาจรัฐบาลใหม่ขึ้นมา เรายังกลัวว่าเหมืองที่ถูกสั่งปิดไปแล้วจะเปิดขึ้นมาใหม่ได้ซึ่งพ.ร.บ.แร่ยังเดินหน้าที่ เอื้อกับนายทุนยังเดินอยู่ถ้ายุคสมัยหน้าขึ้นมาจะไปสอดครองกับ พ.ร.บ.แร่ตัวใหม่ดังนั้น พวกเราจึงไม่ไว้ใจต้องคอยจับตามองและเดินหน้าต่อต้านอย่างนี้ตลอดไป

