หน้าแรก ภูมิภาค รพ.มอ.แจงคำสั...

รพ.มอ.แจงคำสั่งห้ามใช้พัดลมไอน้ำ เป็นการแจ้งภายในเท่านั้น หวั่นติดเชื้อ-เกิดปอดอักเสบ

16.05.16 | 15:57 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม เมื่อเวลา 13.00 น. ตามที่มีการส่งต่อกันของภาพบันทึกข้อความที่ ม.อ.392.1/080 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 ในโลกโซเชียล กรณีหน่วยควบคุมการติดเชื้อได้รับปรึกษาการขอใช้พัดลมไอน้ำหรือไอเย็นในหออภิบาลผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ(Respiratory Care Unit – RCU) และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้มีข้อแนะนำให้งดใช้พัดลมไอน้ำหรือไอเย็นในหอผู้ป่วยและหน่วยงานภายในโรงพยาบาลฯนั้น

รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ผศ.นพ.ธนะรัตน์ บุญเรือง ผอ.รพ.สงขลานครินทร์ และ ศ.นพ.ขจรศักดิ์ ศิลปะโภชากุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ได้ร่วมกันแถลงถึงกรณีที่เกิดขึ้น โดยทางโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ขอยืนยันว่าหนังสือดังกล่าวเป็นเพื่อการสื่อสารภายใน ในบริบทของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เท่านั้น มิได้เพื่อการสื่อสารต่อสาธารณะ

โดยส่วนหนึ่งของบันทึกข้อความดังกล่าวระบุว่า โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยระดับตติยภูมิ มีบริบทที่สำคัญในการรักษาโรคยากและซับซ้อน และโรงพยาบาลรับส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลต่างๆ ในภาคใต้ แต่ละปีมีผู้มารับบริการแบบผู้ป่วยนอกประมาณ 1 ล้านครั้ง และผู้ป่วยในประมาณ 40,000 คน ในผู้ป่วยเหล่านี้จำนวนมากเป็นผู้ป่วยหนัก โดยเฉพาะในหออภิบาลผู้ป่วย(ICU)ต่างๆ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มีภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อได้ง่าย คณะกรรมการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เป็นกลไกหลักในการกำกับดูแล ขั้นตอน กระบวนการทำงานในโรงพยาบาล ให้เป็นไปตามมาตรฐานการควบคุม ป้องกันการติดเชื้อได้พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ควรใช้พัดลมซึ่งก่อละอองฝอยในโรงพยาบาล เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเป็นแหล่งแพร่เชื้อลีเจียนแนร์ หากไม่ได้รับการดูแลบำรุงรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากเชื้อดังกล่าวกำจัดได้ยาก ประกอบกับพื้นที่ในโรงพยาบาลเป็นสถานที่ปิด เป็นที่อยู่ของผู้ป่วยจำนวนมาก ย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อผู้ป่วยมากขึ้น ทั้งนี้ โรงพยาบาลได้กำกับดูแลการถ่ายเทและคุณภาพอากาศ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพต่างๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานและมีความเหมาะสม  จึงไม่มีความจำเป็นในการใช้ระบบปรับอากาศในรูปแบบต่างๆ จากภายนอกโรงพยาบาล

สำหรับข้อกังวลเรื่องการใช้พัดลมไอน้ำหรือพัดลมไอเย็นของประชาชนทั่วไปนั้น ทางโรงพยาบาลยืนยันว่า เป็นคนละประเด็นและคนละสถานการณ์กับบันทึกข้อความดังกล่าว  ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่ออกสู่ประชาชน ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานกำกับดูแลย่อมมีความปลอดภัยตามมาตรฐาน และควรใช้ตามคำแนะนำและข้อปฏิบัติที่เหมาะสม เช่น การใช้ในที่โล่งไม่ปิดอับ การหมั่นดูแลทำความสะอาดภาชนะหรือระบบเก็บน้ำ การใช้น้ำสะอาดหรือมีการไหลเวียนที่ดี เป็นต้น ย่อมมีความปลอดภัย โดยเฉพาะพัดลมไอเย็นที่ใช้ตามที่พักอาศัยมีความเสี่ยงต่ำมาใช้ผลิตภัณฑ์ลดอุณหภูมิในรูปแบบที่มีการใช้ไอน้ำ/ไอเย็น ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ใช้ตามข้อแนะนำของผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี ใช้น้ำที่สะอาด มีการหมุนเวียนที่ดี และหมั่นดูแลทำความสะอาดภาชนะบรรจุหรือระบบน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้มีคราบตะไคร่น้ำ โดยใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 65 องศา นาน 5 นาที หรือคลอรีน(ไฮเตอร์) 1 ส่วน ต่อน้ำ 1,000 ส่วน อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง, เลี่ยงการใช้พัดลมเหล่านี้กับผู้มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ โรคปอด หัวใจ มะเร็ง หรือได้รับยากดภูมิ หากมีความจำเป็นต้องใช้  ควรได้รับคำแนะนำและกำกับการใช้อย่างใกล้ชิด, โรงพยาบาลมาตรฐานทุกแห่ง มีระบบกำกับติดตามและควบคุม ระบบระบายอากาศ ตลอดจนการกำกับดูแลการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล จึงสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของการรับบริการ

ศ.นพ.ขจรศักดิ์กล่าวว่า การใช้พัดลมไอน้ำนั้น ทำให้ผู้ป่วยหนักในหออภิบาลผู้ป่วย หรือผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อลีเจียนแนร์ ซึ่งพัดลมไอน้ำนั้น จะปล่อยละอองน้ำที่มีขนาด 5 ไมครอน ซึ่งจะสามารถเข้าไปถึงปอดของเราได้ไกล โดยเชื้อโรคนี้เป็นเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งพบได้ในแหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิ 32-45 องศาเซลเซียส ดังนั้นการใช้พัดลมไอน้ำ ไอเย็น จึงควรมีการทำความสะอาดบ่อยๆ อย่าปล่อยให้มีตะกรัน เพราะจะกลายเป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อและจะปล่อยออกมาในลักษณะละอองน้ำ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่ได้มีการตรวจสอบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อลีเจียนแนร์ เพิ่มขึ้นหรือไม่หลังจากมีความนิยมใช้พัดลมไอน้ำเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศร้อน เนื่องจากผู้ป่วยที่มารักษาด้วยอาการปอดอักเสบนั้น แพทย์จะให้การดูแลรักษาอย่างครอบคลุม ซึ่งในบางครั้งการเพาะเชื้อนั้นอาจจะพบหรือไม่พบเชื้อ แต่การให้การดูแลรักษาโดยการให้ยานั้น จะครอบคลุมทุกเชื้อ เพื่อเป้าหมายให้คนหายจากอาการป่วย

Advertisement

ขณะที่ รศ.นพ.สุธรรมกล่าวว่า เอกสารที่มีการส่งต่อกันนั้นเป็นบันทึกข้อความจัดการภายในเท่านั้น ซึ่งสืบเนื่องมาจากญาติผู้ป่วยในหออภิบาลผู้ป่วยหนักหรือไอซียู จะขอนำพัดลมไอน้ำมาใช้ในห้องไอซียู ซึ่งทางคณะกรรมการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เห็นว่าไม่ควรจะนำมาใช้ จึงได้ทำหนังสือเป็นบันทึกข้อความแจ้งภายในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ส่วนโรงพยาบาลอื่นๆ จะเห็นอย่างไรนั้นมองว่า แต่ละโรงพยาบาลก็มีกลไกในการตรวจสอบรวมถึงคณะกรรมการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล ในการพิจารณาดำเนินการในกรณีเช่นนี้อยู่แล้ว