หน้าแรก ภูมิภาค ตั้งกรรมการสอ...

ตั้งกรรมการสอบ ผอ.ถูกติดป้ายทวงหนี้ พบมีมูลใช้จ่ายกว่า 15 ล. ผู้รับเหมาจ่อยื่นเรื่อง ศธ.

26.02.19 | 15:54 น.

จากกรณีนางวิจิตรา บุญรัตน์ หรือยายแก้ว อายุ 51 ปี ผู้รับเหมาหญิง ชาว ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นำป้ายไวนิลขนาดใหญ่ ซึ่งมีข้อความคล้ายกับเป็นการทวงหนี้ระบุว่า “ผอ.สั่งทำงาน งานเสร็จ ไม่มีเงินจ่าย ใครจะรับผิดชอบ” และ “ผอ.เห็นพวกเราเป็นคนมั้ย สงสารพวกเราบ้างหรือเปล่า” มาติดไว้บนสะพานลอย บริเวณหน้าโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองกาฬสินธุ์ เนื่องจากต้องการขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่ 24 หลังจากถูกอดีต ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ปัจจุบันย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ว่าจ้างให้ก่อสร้างปรับปรุงโรงเรียนจนแล้วเสร็จหลายโครงการ เวลาผ่านมานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่กลับไม่ยอมจ่ายเงินจำนวน 5,200,000 บาท จนทำให้ครอบครัวเป็นหนี้สิน ที่นาถูกยึดไม่มีเงินจ่ายค่าแรงคนงาน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายปริญญา จุฑาสงฆ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 (สพม.24) กล่าวว่า สำหรับกรณีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2558-2559 ทาง สพม.24 ได้รับรายงานจากนายเอกรัฐ สารปัง ผอ.โรงเรียนกมลาไสยคนปัจจุบัน ซึ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งในช่วงปลายปี 2559 ว่า ทางโรงเรียนกมลาไสยขณะนั้นมีนายสุรปรีชา ลาภบุญเรือง เป็น ผอ.โรงเรียนกมลาไสย ซึ่งปัจจุบันย้ายมาดำรงตำแหน่งเป็น ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ มีการใช้จ่ายงบประมาณโครงการต่างๆ ทั้งการก่อสร้าง ซ่อมแซม คอมพิวเตอร์ และจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เกินวงเงินงบประมาณ ทำให้ทางโรงเรียนเป็นหนี้กับผู้รับเหมาและร้านค้าต่างๆ หลายแห่ง รวมเป็นเงินกว่า 15 ล้านบาท

ดังนั้น ทาง ผอ.สพม.24 จึงได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าวขึ้น รวมทั้งการสอบวินัยนายสุรปรีชา ลาภบุญเรือง ด้วยว่า เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนกมลาไสยนั้นมีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุหรือไม่ และสาเหตุใดทำไมจึงต้องเป็นหนี้มากถึง 15 ล้านบาท และมีการใช้จ่ายเงินเกินงบประมาณของทางโรงเรียน เพราะตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐนั้นจะต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณมาแล้วจึงจะสามารถก่อหนี้ผูกพันได้ หรือไม่จะต้องเป็นโครงการที่จะต้องเข้าแผนการใช้จ่ายงบประมาณก่อนถึงจะสามารถทำได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนและสอบวินัยจะดำเนินการภายในระยะเวลา 90 วัน

นายปริญญา จุฑาสงฆ์

นายปริญญากล่าวอีกว่า สำหรับโรงเรียนกมลาไสยนั้น ทราบจากทางผู้อำนวยการว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณปีละประมาณ 8 ล้านบาท จึงไม่สามารถใช้หนี้กับผู้รับเหมาและร้านค้าได้หมดภายในครั้งเดียว เนื่องจากทางโรงเรียนจะต้องนำไปใช้ในการพัฒนาด้านการเรียนการสอนเป็นหลัก และไม่ให้กระทบกับการเรียนการสอน ทั้งนี้ ปัจจุบันทราบข้อมูลจากนายเอกรัฐ ผอ.โรงเรียนกมลไสยคนปัจจุบันอีกว่า หลังเกิดเรื่องทางโรงเรียนได้ปรึกษากับคณะกรรมการสถานศึกษา และดำเนินการจ่ายหนี้ให้กับผู้เหมาและร้านค้าต่างๆ ไปแล้วปีละ 1 ล้านบาท และในปี 2562 นี้จะเพิ่มการจ่ายหนี้เป็นปีละ 1.5 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับการติดตามทวงหนี้กับทางโรงเรียนกมลาไสยของนางวิจิตรา ผู้รับเหมา จำนวน 5.2 ล้านบาทนั้น เป็นหน้าที่ของทางโรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการจ่าย และต้องเจรจาหาทางออกร่วมกันทั้งทางโรงเรียน คณะกรรมการ ผู้รับเหมา และร้านค้า ซึ่งที่ผ่านมายายแก้วได้เข้ามาติดตามเรื่องและปรึกษาที่ สพม.24 หลายครั้ง ซึ่งทางผู้บริหารก็รู้สึกเห็นใจ และได้กำชับให้ทางโรงเรียนเร่งเจรจาหาทางออกของปัญหานี้

ด้านนางวิจิตรา บุญรัตน์ หรือยายแก้ว อายุ 51 ปี ผู้รับเหมาหญิงที่ติดป้ายบนสะพานลอยทวงหนี้ กล่าวว่า อยากให้นายสุรปรีชา ลาภบุญเรือง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนกมลาไสย ซึ่งย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นผู้ที่สั่งให้ทำงานก่อสร้างเมื่อครั้งเป็น ผอ. และนายเอกรัฐ สารปัง ผอ.โรงเรียนกมลาไสยคนปัจจุบัน รวมทั้งคณะกรรมการสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันหาทางออกร่วมกัน เพราะปัญหานี้ผ่านมานานมากแล้วกว่า 3 ปี ซึ่งตนและคนงานอีก 35 ชีวิตต้องกลายเป็นผู้รับบาป รับเคราะห์กรรม และหากปล่อยปัญหานี้ยืดเยื้ออีก ต่อไปบ้าน ที่นา ที่ดิน รวมทั้งทรัพย์สินต่างๆ ที่ตนนำไปจำนองไว้ก็คงถูกยึด เหลือแต่ตัวเปล่าอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากปัญหาดังกล่าวยังไม่ยุติ ตนและคนงานจะเดินไปประท้วงและยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อกระทรวงศึกษาธิการอย่างแน่นอน

Advertisement