ครอบครัว 17 ผู้ต้องหา ตัดสมุนไพรชายแดน โล่งอก หลังครอบครัววิ่งวุ่นควานหาหลักทรัพย์ 7 หมื่นบาทมาประกันตัวจนนาทีสุดท้าย แม้ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อช่วยคนที่รักประกันตัวออกจากคุกก่อน หลังนอนเฝ้าหน้าโรงพักแล้ว 2 คืน เพราะฐานะยากจน วอนศาลเห็นใจชาวบ้านตาดำๆ
วันนี้ (27 ก.พ.62) ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ รายงานถึงความคืบหน้า กรณีที่ชาวบ้าน จำนวน 17 คน เป็นชาย 13 คน และหญิง 4 คน ซึ่งเป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านกะเลงเวก ต.เทพรักษา อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ถูก จนท.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ จับกุม ขณะพาหาต้นม้ากระทืบโรงและต้นกำแพง 7 ชั้น ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้หวงห้ามมีความผิดตามกฎหมาย ด้วยการตัดเป็นท่อนใส่ถุงปุ๋ยบรรทุกด้วยรถจักรยานยนต์ 17 คัน รวมน้ำหนักกว่า 1.5 ตัน ที่บริเวณพื้นที่ป่าไม้ชายแดนไทย – กัมพูชา ทิศใต้บ้านคะนา ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 24 ก.พ.62 ที่ผ่านมา ก่อนถูกนำตัวส่งดำเนินคดีที่ สภ.ดม ต.เทพรักษา อ.สังขะ ซึ่งต้องใช้หลักทรัพย์หรือเงินสดประกันตัว ถึง 7 หมื่นบาทต่อคน แต่ชาวบ้านทั้งหมดไม่มีหลักทรัพย์หรือเงินประกันตัวเพียงพอ เนื่องจากต่างมีฐานะยากจน จึงต้องถูก จนท.ตำรวจคุมขังไว้ที่ สภ.ดม รวม 2 คืน เพื่อรอและให้โอกาสครอบครัวและญาติพี่น้องหาหลักทรัพย์มาประกันตัว ก่อนจะถูกนำตัวส่งไปยังศาล จ.สุรินทร์ เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ซึ่งพบว่าตลอดทั้งสองคืนและสามวันที่ผ่านมา ครอบครัวและญาติพี่น้องต่างพากันมานั่งคอย นอนเฝ้ารอให้กำลังใจสมาชิกในครอบครัวตนเองที่ถูกจับกุม แม้จะยังไม่มีทางออกในเรื่องการหาหลักทรัพย์มาประกันตัวออกไปก็ตาม และต่างเปิดเผยเป็นเสียงเดียวกันว่า ชาวบ้านพึ่งรวมตัวกันเข้าไปตัดไม้ดังกล่าวเป็นครั้งแรก ด้วยความที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลังมีนายทุนไม่ทราบว่าเป็นใคร บอกต่อๆกันมาว่าจะมาขอรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 6 บาท หากนำมาสับและตากแดดให้แห้งแล้ว โดยยังไม่ทันได้นำมาสับตาดแดดขาย ก็ถูกจับกุมได้เสียก่อน
จากนั้นวานนี้ (26 ก.พ.62) พบว่าผู้ต้องหาในจำนวนนี้ มีเพียง 6 ราย ที่ครอบครัวสามารถหาเงินสดหรือหลักทรัพย์มาประกันตัวออกไปได้ เหลืออีก 11 ราย ที่ยังคงรอเวลาให้ครอบครัววิ่งหาหลักทรัพย์หรือเงินสดเข้ามาประกันตัวให้ทันเวลา ตามที่กฎหมายกำหนด ที่ให้พนักงานสอบสวนสามารถควบคุมผู้ต้องหาได้ 48 ช.ม.นับแต่ผู้ต้องหาถูกจับกุม ก่อนนำตัวส่งศาลจังหวัดสุรินทร์ เพื่อพิจารณาตัดสินคดีตามกฎหมาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดวันนี้ (27 ก.พ.62) ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าว กับนายชาย พรมอุก ผญบ.กะเลงเวก พร้อมเปิดเผยว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ ถือว่าเป็นนาทีสุดท้ายของชาวบ้านที่ถูกจับกุมที่เหลือ 11 คน เนื่องจากครอบครัวและญาติพี่น้องพยายามทุกวิถีทางในการที่จะหาหลักทรัพย์ หรือเงินสด หรือตำแหน่งข้าราชการ มาค้ำประกันตัวออกไปเบื้องต้นได้ทันหมดทุกคนแล้ว ซึ่งครอบครัวและญาติพี่น้องต่างพากันดีใจและโล่งอก ถึงแม้จะต้องอยู่ระหว่างการดำเนินคดีและรอให้ศาลพิจารณาตัดสินต่อไปก็ตาม ถึงบางรายจะต้องวิ่งหายืมหนี้ยืมสินมาประกันตัวก็ตาม อย่างไรก็ตามชาวบ้านกลุ่มนี้พึ่งมีการกระทำผิดเป็นครั้งแรก ด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจเป็นล่ำเป็นสัน เพียงเพื่อหวังมีรายมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและลูกหลานในครัวเรือนเท่านั้น หลังมีนายทุน ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใครมายื่นข้อเสนอแลกกับเงินในราคากิโลกรัมละ 6 บาท ซึ่งชาวบ้านก็ต่างเข็ดหลาบ และไม่เชื่อใครง่ายๆอีกแล้ว ส่วนคดีความก็อยู่ที่ศาลจะพิจารณา ตัดสินออกมาอย่างไร ชาวบ้านก็พร้อมยอมรับคำตัดสินของศาล แล้วแต่ชะตากรรม แต่ทั้งหมดก็อยากให้ศาลเห็นใจ ให้โอกาสชาวบ้านตาดำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในครั้งนี้ด้วย

