เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 17 พ.ค. ที่ห้องประชุมคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.) ผู้แทนของสถาบันทางวิชาการ องค์กรประชาสังคม 15 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อความคิดเห็นว่าอยากเห็นกระบวนการพูดคุยสันติภาพ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ไปในทิศทางใด โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน สมาชิกองค์กรประชาสังคม นักวิชาการและเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงเข้าร่วมจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ต้องการสะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ประกอบด้วย อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี ว่ามีความคิดเห็นและความรู้สึกต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร เพื่อให้รัฐบาลและกลุ่มขบวนการต่อสู้ปาตานี หรือกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสาธารณชนได้รับรู้ความต้องการของประชาชน เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด โดยการสำรวจครั้งนี้ถือเป็นการครั้งแรกที่มีการร่วมงานขององค์กรทางวิชาการและองค์ประชาสังคม 15 หน่วยงาน และผ่านการมีส่วนร่วมกับหลายฝ่าย ตั้งแต่การคิดโจทย์คำถาม รวมไปถึงลงสนามเก็บข้อมูลในพื้นที่ มีการสุ่มตัวอย่างโดยละเอียด ลงลึกไปถึงระดับครัวเรือน โดยเริ่มสำรวจตั้งแต่ 8 ก.พ. – 13 มี.ค.59 โดยกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วไปในพื้นที่ 1,559 ราย ในจำนวนนี้เป็นเพศหญิงร้อยละ 55 เพศชายร้อยละ 45 และเป็นชาวมุสลิมร้อยละ 76.2 และชาวพุทธ 23.4
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) เปิดเผยว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่สนับสนุนการใช้การพูดคุย/เจรจาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่ถึงร้อยละ 56.4 และระบุว่าไม่สนับสนุนเพียงร้อยละ 4 เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อกระบวนการพูดคุยที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้ว่าจะแก้ปัญหาได้สำเร็จหรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุว่ารู้สึกเฉยๆ มากที่สุด คือ ร้อยละ 33 ในขณะที่ตอบว่าไม่มีความเชื่อมั่นร้อยละ 23.1 และมีความเชื่อมั่นร้อยละ 20.6 ส่วนภาพรวมของความพึงพอใจกับความก้าวหน้าของกระบวนการพูดคุย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกเฉยๆ กับความก้าวหน้า ร้อยละ 39.8 พอใจร้อยละ 22.2 และไม่พอใจ ร้อยละ 12.2อย่างไรก็ดี ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่า กระบวนการพูดคุยว่ามีผลทำให้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นถึงร้อยละ 46.6

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่านอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่าประชาชนมีข้อกังวลต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขที่กำลังดำเนินอยู่ในประเด็น 5 อันดับแรก คือ 1.กระบวนการพูดคุยไม่สามารถหยุดความรุนแรงได้จริง ร้อยละ 61.8 2. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามที่ตกลงกัน ร้อยละ 60.9 3.สถานการณ์รุนแรงขึ้นกว่าเดิม ร้อยละ 58.6 4.ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่รับฟังความต้องการของอีกฝ่ายอย่างจริงจังร้อยละ 54.8 และ 5.ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้เกียรติกัน ร้อยละ 53.8 แต่ถึงจะมีข้อกังวลข้างต้น น่าสนใจว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 51 ที่มีความหวังว่าในอีก 5 ปีข้างหน้ากระบวนการพูดคุยที่ต่อเนื่อง จะทำให้เกิดข้อตกลงสันติภาพในที่สุด
ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวอีกว่า สำหรับข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลและขบวนการต่อสู้ฯได้พูดคุยกันในขณะนี้มีผู้เลือกตอบในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่จำนวนมากที่สุดเป็นลำดับแรก ตามมาด้วยการแก้ไขปัญหายาเสพติด และการพัฒนาการศึกษาตามลำดับ ในขณะที่ประเด็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดผลในทางบวกต่อการแก้ปัญหา ได้แก่ 1.การแก้ไขปัญหายาเสพติด ร้อยละ 77.9 2.การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน ร้อยละ 74 3.การปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และการเยียวยาให้มีความเป็นธรรม ร้อยละ 62.2 4.การหลีกเลี่ยงการก่อเหตุความรุนแรงกับเป้าหมายอ่อน ร้อยละ 59.1 5.ตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง ร้อยละ 57.9
“พื้นที่กลางเพื่อสร้างสันติภาพและแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในพื้นที่กลางความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ต้องมาจากทุกฝ่าย การทำวิจัยครั้งนี้ก็เพื่อเสริมความเข้มแข็งของการสร้างพื้นที่กลาง นักวิชาการทุกปีกสถาบันทั้งในและนอกพื้นที่ ภาคประชาสังคม ทุกปีกความคิด” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวและว่า ส่วนข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการบริหารปกครองนั้น การสำรวจพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 61.7 เห็นว่าหากต้องการจะแก้ไขปัญหาและสร้างสันติภาพ/สันติสุขที่ยั่งยืน จำเป็นต้องพูดถึงรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยส่วนใหญ่อยากเห็นรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ร้อยละ 26.5 รองลงมาคือรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นๆของประเทศร้อยละ 22.2 ส่วนรูปแบบที่ผู้ตอบแบบสอบถามไม่อยากได้ คือ รูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ร้อยละ 25.1 และรูปแบบที่เป็นอิสระจากประเทศไทย ร้อยละ 22.9

