เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีการคัดค้านกลุ่มขุดเจาะปิโตรเลียม STN-2 ใกล้โบราณสถานเมืองศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นฮือฮาและอ่อนไหว สะเทือนความรู้สึกประชาชนที่รักหวงแหนแหล่งโบราณคดีอายุ 1,300 ปี เกรงจะได้รับผลกระทบและเป็นอุปสรรคต่อการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก แม้ทางบริษัทน้ำมันจะชะลอโครงการ แต่การเคลื่อนไหวคัดค้านเรียกร้องให้ยกเลิกหลุมขุดเจาะ STN-2 ก็ยังคงร้อนแรงและเริ่มตั้งข้อสงสัยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
นายนาวิน พรรณธรรม ผู้จัดการฝ่ายบริหารและมวลชนสัมพันธ์ บริษัท อีโค่โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวชี้แจงถึงกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกหลุมขุดเจาะ STN-2 ว่า อย่างที่เคยชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้วว่าชะลอโครงการตามที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่หนึ่งเสร็จสิ้น และการชะลออาจมีการดำเนินการได้หลายแนวทาง เช่น ยกเลิกโครงการไปเลย หรือปรับเปลี่ยนฐานผลิตไปในจุดที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ทางบริษัทต้องขอเวลาในการศึกษาข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะดำเนินงานขั้นต่อไปอย่างระมัดระวัง

นายนาวินกล่าวว่า ก่อนหน้านี้บริษัทได้ที่ดินมาแปลงหนึ่ง แต่ครึ่งหนึ่งเป็นบ่อน้ำ ทำได้เพียงครึ่งเดียว หากยกเลิกหมายความว่าพื้นที่บริเวณนี้ที่ทางกรมเชื้อเพลิงฯจัดสรรให้ ทางบริษัทก็ไม่สามารถจะดำเนินการใดๆ ได้อีกเลย เพราะเป็นพื้นที่อ่อนไหวใกล้โบราณสถานจะขึ้นทะเบียน เพราะทางกรมฯให้มาพื้นที่มาแบบนี้ โดยบริษัทไม่สามารถดำเนินการขุดเจาะปิโตรเลียมได้อีก เพราะพื้นที่นี้ค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม ที่ดินแปลงนี้ค่อนข้างจำกัด เบื้องต้นไปเข้าไปคุยและประสานงานกับทางอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพขั้นต้นก่อนจะจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม กระทั่งมีการขยับไปจนสุดเขตแดนขอบรั้วของพื้นที่ที่ได้รับมาแล้ว ดังนั้น หากยกเลิกไปก็เท่ากับว่าพื้นที่ผลิตที่ได้รับมาตรงนี้ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้อีกเลย เพราะเป็นพื้นที่ผลิตที่ทางกรมฯให้มาเท่านี้
“เมื่อทางกรมจัดสรรพื้นที่มาให้แปลงหนึ่ง ทางบริษัทก็มีข้อมูลว่าตรงไหนน่าจะพบน้ำมันตรงจุดไหน ทีนี้เราก็ขยับอย่างที่มีข้อกังวลของทางอุทยานฯ โดยขยับมาจนสุดขอบพื้นที่ที่กรมฯให้มาแล้ว สมมุติว่า หากกรมฯพิจารณาว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งไม่สามารถดำเนินได้และขยายพื้นที่ให้ถอยออกมาได้อีกแบบนี้ก็เป็นไปได้” นายนาวินกล่าว

