เมื่อวันที่ 12 มีนาคม นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวถึงกรณีกรมศิลปากรเริ่มเดินหน้าตั้งคณะทำงานจัดทำบัฟเฟอร์โซน (แนวกันชน) โบราณสถานเมืองศรีเทพ หลังจากเมืองโบราณศรีเทพได้รับการขึ้นบัญชีชั่วคราว (Tentative List) เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอรับความเห็นชอบในการนำเสนอต่อทางยูเนสโก ว่า เรื่องนี้ได้รับเกียรติจากอธิบดีกรมศิลปากรปรึกษาหารือเรื่องการจัดทำสำรวจเขตบัฟเฟอร์โซน โดยสร้างความเข้าใจว่าในเขตแนวกันชนนี้ชาวบ้านยังคงอยู่อาศัยและปลูกบ้านเรือนและทำกินได้เป็นปกติ เพียงแต่ไม่ให้อุตสาหกรรมใหญ่ๆ อาทิ โรงงานน้ำตาล หรือการขุดเจาะน้ำมัน รวมทั้งการก่อสร้างอาคาร ตึก ที่มาบดบังภูมิทัศน์ต่างๆ ไม่ควรจะอยู่ในบัฟเฟอร์โซน และยังฝากให้ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านด้วยว่าจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
นายวิศัลย์กล่าวว่า ได้ให้ข้อเสนอทางอธิบดีกรมศิลปากรไปด้วยว่า การกำหนดบัฟเฟอร์โซนไม่ใช่ดูแต่ระยะทางเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องห่างเท่าไหร่ แต่จะต้องดูผลกระทบให้ครบทุกด้าน โดยเฉพาะ 4 ด้านได้แก่ 1.แรงสั่นสะเทือนต้องไปไม่ถึงตัวโบราณสถานทุกแห่ง 2.การคมนาคมขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์รถบรรทุกที่จะวิ่งเข้าออก สถานที่ที่กำหนดจะต้องไม่ผ่านหรือใช้เส้นทางร่วมกับการเข้าโบราณสถาน ไม่ใช่ว่าไปกำหนดระยะห่างไกลก็จริง แต่เส้นทางยังเข้าถึงแหล่งโบราณสถานเหล่านี้ได้หรือไม่ 3.เรื่องมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นด้านสายตา เสียง กลิ่น น้ำเน่าเสีย หรือเรื่องสารเคมี ต้องไม่กระทบมาถึงโบราณสถาน
“ส่วนข้อสุดท้ายเป็นเรื่องภูมิทัศน์ จะต้องมองไม่เห็น ซึ่งกิจการไม่ให้ตั้งอยู่ในบัพเฟอร์โซนเขตโบราณสถาน ต้องมองไม่เห็นกันเด็ดขาด ซึ่งทั้ง 4 ข้อได้ฝากทางอธิบดีกรมศิลปากรไป และหลังจากกำหนดเป็นร่าง ท่านอธิบดีฯก็รับปากจะว่าให้ทางสภาวัฒนธรรมและทางจังหวัดให้ความเห็น นอกจากนี้ยังจะผนวกเข้ากับผังเมืองเพื่อจะประกาศควบคู่กันไปทั้งบัฟเพอร์โซนของกรมศิลปากรและผังเมืองรวมของกรมการผังเมืองและกรมโยธาธิการฯ”
นายวิศัลย์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยเพิ่มเติมว่า กรณีเมืองศรีเทพ ซึ่งมีการดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงโบราณสถาน น่าจะเป็นโมเดลแบบที่น่าจะมีการนำไปพิจารณาถึงการดูแลป้องกันโบราณสถานอื่นๆ ทั้งประเทศไทยด้วย เพื่อจะไม่เกิดปัญหาเหมือนอย่างกรณีเมืองโบราณศรีเทพ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการพิจารณาในเบื้องต้นก่อนที่จะให้สัมปทาน ทั้งของกรมเชื้อเพลิงฯ กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรคำนึงถึงโบราณสถานก่อนจะให้ใบอนุญาตสัมปทานไป ไม่ใช้ให้ไปแล้วค่อยมาแก้ไขกันทีหลัง
“สุดท้ายอยากทวงสัญญาจากบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งมีแผนจะดำเนินการขุดเจาะปิโตรเลียมในหลุม STN-2 โดยประกาศว่าจะให้การสนับสนุนการเป็นมรดกโลกของเมืองศรีเทพ ขณะนี้เส้นทางก็ชัดเจนหมดแล้วว่า เมืองศรีเทพก้าวเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative Lits) มรดกโลกแล้ว เพียงแต่รอการประกาศของทางยูเนสโกตามขั้นตอนต่อไป โดยเป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นชาวเพชรบูรณ์ นักวิชาการ และนักโบราณคดีทุกคนต่างก็ตื่นตัวกันหมด ฉะนั้นทางบริษัทฯจึงควรจะต้องตอบสนองหรือแสดงความรับผิดชอบ ต่อสิ่งที่เคยประกาศ หรือรับปากไว้ให้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ชะลอเรื่องและยังแทงกั๊กไว้ในลักษณะนี้” นายวิศัลย์กล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตาม นายวิศัลย์ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ทวงคำตอบจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและทวงสัญญาจากบริษัทขุดเจาะน้ำมันที่รับปากไว้ โดยระบุว่า ครบเวลา 2 สัปดาห์แล้วที่คนเพชรบูรณ์และคนไทย ทั้งคนในพื้นที่ศรีเทพ คนในจังหวัดเพชรบูรณ์ นักวิชาการ นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ ได้ออกมารณรงค์จนเป็นฉันทามติอย่างเป็นเอกฉันท์ร่วมกัน ในการคัดค้านการขุดเจาะน้ำมันดิบ STN-2 ที่อยู่ใกล้อาณาบริเวณโบราณสถานทวารวดี 1,300 ปี เขาคลังนอกเมืองโบราณศรีเทพ แต่ก็ยังไม่มีคำตอบจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ หน่วยงานผู้ที่ให้สัมปทานและเป็นผู้กำหนดพื้นที่สำหรับหลุมเจาะที่อยู่ใกล้เขาคลังนอก โดยนายวิศัลย์ย้ำว่า ถึงเวลาที่ควรจะต้องมีคำตอบให้กับสังคมได้แล้ว ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป??
“ขอทวงสัญญาบริษัทฯที่จะขุดเจาะน้ำมันดิบ STN-2 ที่เคยประกาศต่อสาธารณะว่า จะสนับสนุนการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของเมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งขณะนี้ได้ขึ้นบัญชีเบื้องต้น (Tentative List) แล้ว บริษัทฯควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อท้องถิ่นที่เข้ามาให้พื้นที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ ถึงเวลาที่ควรจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมให้กับสังคมได้แล้ว”

