เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 มีนาคม ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 4 ชั้น 2 ศาลจังหวัดนครพนม ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีพนักงานอัยการ เป็นโจทก์ ร่วมกับ ผู้เสียหาย จำนวน 43 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยโหด ยื่นฟ้อง น.ส.สุนภา หรือ สุพิชญ์ฌา เรืองสุวรรณ หรือ อภิชัจฐ์โภคิน อายุ 58 ปี ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า เจ๊สุ เจ้าของร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์รายใหญ่แห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม พร้อมกับพวกรวม 4 คน โดย มี บริษัท อภิภาคินณณ์ จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 หลังจากชาวบ้านผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อน นำเอกสารหลักฐาน เข้าร้องทุกข์ต่อศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ตามนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม 2560 และมีการฟ้องร้องดำเนินคดี มาถึงปัจจุบัน
โดยในวันนี้ ศาลจังหวัดนครพนมได้อ่านคำพิพากษา จำเลยที่ 1 คือบริษัท อภิภาคินณณ์ มี น.ส.สุนาภา หรือ สุพิชญ์ฌา หรือ เจ๊สุ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการบริษัทดังกล่าว ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ปี 2560 ปรับเป็นเงิน 31,000 บาท แต่ทางจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือปรับ 17,500 บาท จำเลยที่ 2 คือ น.ส.สุนาภา หรือ สุพิชญ์ฌา หรือ เจ๊สุ ศาลสั่งจำคุก 51 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่ 3 นายสมบัติ พรหมไทย ในฐานะเป็นลูกน้อง เจ๊สุ ที่มีส่วนรู้เห็น ศาลสั่งจำคุก 60 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และจำเลยที่ 4 คือ นางนวลมณี เสนศรี ผู้มีหน้าที่ออกเอกสารแจ้งเตือนลูกหนี้ของบริษัทดังกล่าว ศาลยกฟ้องทุกข้อหา ภายหลังศาลมีคำพิพากษา ทางทนาย จำเลย ทั้ง 2 ราย ได้ยื่นหลักทรัพย์ เพื่ออนุญาตประกันตัว ปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น และทางศาลจังหวัดนครพนม ได้อนุญาตให้ประกันตัว ในหลักทรัพย์วงเงิน คนละ 6 แสนบาท รวม 1.2 ล้านบาท ซึ่งมีชาวบ้าน ผู้เสียหาย ต่างมาร่วมลุ้นฟังคำตัดสิน และขอบคุณไปยังรัฐบาล และหน่วยงานเกี่ยวข้องที่ให้การช่วยเหลือ
สำหรับคดีดังกล่าว ถือเป็นคดีนำร่องสำคัญ ที่มีการดำเนินคดีกับ นายทุนเงินกู้นอกระบบ ตามนโยบายรัฐบาล เป็นจังหวัดแรกโมเดลภาคอีสาน หลังชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จำนวนมาก และรวบรวมหลักฐาน เข้ายื่นหนังสือกับหน่วยงานภาครัฐ จนกระทั่งศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ได้มอบหมายให้ ตำรวจ สภ.เมืองนคพนม รวบรวมพยานหลักฐาน ดำเนินคดีกับนายทุน นอกจากนี้ยังมีการเจรจาไกล่เกลี่ย คืนโฉนดที่ดิน ให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อน รวมแล้วกว่า 400 ราย รวมมูลค่าเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท


