หน้าแรก ภูมิภาค เชียงใหม่ให้ส...

เชียงใหม่ให้สิทธิ์ขายของบนลานข่วงท่าแพ เน้นสวยงาม-เรียบร้อย สงวนคนในพื้นที่ลงร้านเท่านั้น

18.05.16 | 15:27 น.

วันที่ 18 พฤษภาคม  เมื่อเวลา 09.30 น. ที่พุทธสถาน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พล.ต.โกศล ปทุมชาติ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 (มทบ.33) ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์ในการลงชื่อเพื่อรับสิทธิ์ขายของบนลานประตูท่าแพ อ.เมืองเชียงใหม่ โดยมีนายศรัณยู มีทองคำ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ว่าที่ ร.ต. ยงยุทธ เรืองภัทรกุล ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ นายธงชัย ชาญสุกิจเมธี สรรพากรพื้นที่เชียงใหม่ 1 นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และนายสรวมไชย มีสมบัติ ปลัดเทศบาลนครเชียงใหม่ ร่วมชี้แจงต่อกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าบนลานประตูท่าแพและไนท์บาซาร์ จำนวนกว่า 400 คน

พล.ต.โกศล ปทุมชาติ ผบ.มทบ.33 กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าประตูท่าแพเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ ที่ผ่านมาเทศบาลนครเชียงใหม่ให้พ่อค้าแม่ค้าเข้ามาขายสินค้าทุกวันอาทิตย์และทำกิจกรรมทั้งดีและไม่ดี แต่ขณะนี้มีคำสั่งให้หยุดขายสินค้า เพราะมีประชาชนไม่เห็นด้วยกับการขายของเพราะบดบังทัศนียภาพที่สวยงามซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ ไม่มีระเบียบ และความจริงผู้ดูแลลานประตูท่าแพคือกรมศิลปากรไม่ใช่เทศบาลฯ แสดงว่าที่ผ่านมามีการทำผิดขั้นตอน จึงเกิดการต่อต้านมากมาย

“แต่หลังคำสั่งให้หยุดขาย มีประชาชนกว่า 800 ราย ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งตนเข้าใจหัวอกคนทำมาค้าขาย เพราะคุณแม่ก็เป็นแม่ค้าเหมือนกัน จึงมีการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี ผู้บังคับการตำรวจ และ ผบ.มทบ.33 ซึ่งในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยของเชียงใหม่ในขณะนี้ จึงไม่อาจละเว้นเรื่องที่อาจจะไม่สงบเรียบร้อย มีการประชุมหารือเพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่เกิดขึ้นและมีมติให้ขาย ภายใต้เงื่อนไข 4 ประการ ที่พ่อค้าแม่ค้าต้องยอมรับและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด” พล.ต.โกศล กล่าว

พล.ต.โกศล กล่าวว่า 1.เทศบาลฯ ต้องขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมศิลปากร เพราะตามระเบียบข้อบังคับของกรมศิลปากรนั้นขายไม่ได้ แต่จะช่วยให้ขายได้ 2.แบ่งพื้นที่ 40% ตรงกลางลานประตูท่าแพเป็นการจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ส่วน 60% ที่เหลือซ้ายขวาแบ่งพื้นที่ให้พ่อค้าแม่ค้าขายสินค้าและอาหาร เพื่อตอบคำถามประชาชนที่ไม่ต้องการให้ขายของบนลานประตูท่าแพ 3.กำหนดรูปแบบให้เกิดความสวยงามมีทางเดินที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่แออัด คงเหลือรานค้าเพียง 264 ร้าน โดยแยกเป็นร้านขายสินค้าโอท็อปและหัตถกรรม 224 ร้าน อีก 40 ร้านเป็นอาหารพื้นถิ่น และ 4.พ่อค้าแม่ค้าต้องมีบัตรประชาชน ภูมิลำเนาในจังหวัดเชียงใหม่ มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้ค้าเดิมมา และประกอบการค้าด้วยตนเอง มายื่นลงชื่อกับธนารักษ์ และนำหลักฐานเอกสารการเสียภาษีปีที่ผ่านมาแสดง เพื่อนำเงินเข้าระบบที่ถูกต้อง ป้องกันการเกิดคำครหาเรียกรับผลประโยชน์

“จะเดินหน้าเช่นเดียวกันนี้กับย่านไนท์บาซาร์ ถนนคนเดินท่าแพ และวัวลาย เพื่อให้มีการเข้าสู่ระบบการจัดเก็บภาษีอากรของประเทศ ไม่ใช่ไปเข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งกรณีลานประตูท่าแพหากไม่มีปัญหาก็เดินหน้าต่อ แต่หากพ่อค้าแม่ค้าไม่ให้ความร่วมมือก็ยกเลิก ถือเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ไปด้วยกัน จำนวน 264 ร้านค้าต้องร่วมมือกัน หากทำไม่ดีก็ต้องยกเลิก” พล.ต.โกศล กล่าว

Advertisement

201605181450383-20021028190355
พล.ต.โกศล กล่าวอีกว่า ทราบว่ามีกระแสคนต่อต้าน เพราะอาจยังไม่ทราบเหตุและผลที่เราอนุญาตให้ขายว่าเพราะอะไร แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้สั่งให้ทำป้ายประชาสัมพันธ์บอกกล่าวว่าจะไม่บดบังทัศนียภาพ สบายใจแน่นอน อยากให้เห็นใจคนทำมาค้าขาย แม้ความจริงไม่อยากให้ขาย และยืนยันเรื่องผลประโยชน์เปลี่ยนมือไม่มีเด็ดขาด เรา 3 คน คือ ผู้ว่าฯ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และผมลงมาเล่นเอง ทั้งท่าแพ ไนท์บาซาร์ และถนนคนเดิน ซึ่งรายได้จะเข้ารัฐแน่นอน ไม่มีกลุ่มใครมาเอาผลประโยชน์ ขอให้ทั้ง 264 ร้านค้ารักษารูปแบบตามที่เรากำหนดให้ได้ เราให้มากกว่านี้ไม่ได้ คนขายเก่าต้องยอมรับเงื่อนไข เพราะเราเข้ามารับความเสี่ยงจากคำต่อต้านที่เกิดขึ้น ถึงแม้อนาคตจะย้ายไป ก็ต้องทำให้เป็นระบบและคงอยู่ โดยเทศบาลช่วยกำกับดูแล เมื่อจำนวนร้านค้าเดิมมีมากกว่า 800 ร้าน ลดเหลือ 264 ร้าน วิธีการคือจับสลากยุติธรรมที่สุด คาดว่าจะเริ่มได้ต้นเดือนมิถุนายนสัปดาห์ที่ 2 และไม่เพิ่มจำนวนร้านค้าอีกแน่นอน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่เข้าร่วมประชุมพยายามเรียกร้องเพิ่มเติม อาทิ ขอเพิ่มจำนวนร้านค้า ปิดถนนด้านหน้าโรงแรม M เพื่อขายของในวันอาทิตย์ อนุโลมการเสียภาษี เป็นต้น

ขณะที่นายอนุชาติ ธนัญชัย นักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยต่อกรณีอนุญาตให้มีการค้าขายบนลานประตูท่าแพอีกครั้ง เพราะการให้พื้นที่ว่างทำงาน จะส่งให้ประตูท่าแพเด่นเป็นสง่า สมกับเป็นหน้าตาและประตูบ้านประตูเมือง ซึ่งมีความสำคัญต่อโบราณสถาน ช่วยทำให้สถานที่สำคัญเหล่านี้เด่นขึ้นมา ไม่ใช่การมาตั้งร้านค้าบดบังเสียสง่าราศี ขณะนี้กำลังหารือกันในกลุ่มว่าตะเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างไรกันต่อไป