ชาวบ้าน 105 ชีวิต 23 ครัวเรือน ร้อง ผวจ.สกลนคร หลังถูกนายทุนฟ้องขับไล่ที่อาศัยและทำกินของชาวบ้าน จำนวน 68 ไร่ อ้างมีเอกสาร น.ส.3ก ผวจ.สั่งสอบแล้วพบที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวน หากพบพิรุธเตรียมเพิกถอน นส.3ก ของนายทุน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 25 เมษายน ที่บ้านเหล่าใหญ่ ม.2 ต.วัฒนา อ.ส่องดาว จ.สกลนคร นายชูชาติ เทพสุต ผู้อำนวยการป่าไม้สกลนคร เข้าชี้แจงต่อชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีข้อพิพาทกับนายทุนรายหนึ่งที่ฟ้องร้องขับไล่ชาวบ้านตั้งแต่ ปี 2556 โดยนายทุนระบุว่าที่ดินจำนวน 68 ไร่ ที่ชาวบ้านจำนวน 105 ชีวิต ใน 23 ครัวเรือนอาศัยอยู่ ระหว่างนั้นชาวบ้านพยายามสู้คดีมาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาคดีมาถึงเดือนธันวาคม 2561 ชาวบ้านจำนวน 7 หลังคาเรือน มีคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายออกไปในทันทีจนมีการร้องเรียน ถึงนายวิทยา จันทร์ฉลอง ผวจ.สกลนคร เพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ก่อนจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนในทันที
นายชูชาติ เทพสุต ผู้อำนวยการป่าไม้สกลนคร กล่าวว่า ภายหลัง ผวจ.สกลนคร ได้สั่งการให้ตั้งกรรมการขึ้นมาประกอบด้วยหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องและมีการลงพื้นที่สำรวจ ด้วยจีพีเอสและภาพถ่ายดาวเทียมปี 2545 พบว่าที่ดังกล่าว จำนวน 68 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงพันนาดงพระเจ้า ที่ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติในปี 2519 จึงขอเอกสารนายทุนมาตรวจสอบและจากการกล่าวอ้างระบุว่า ที่ดินนั้นเคยช่วยเหลือทางราชการกับการต่อสู้ในสมัยคอมมิวนิสต์ โดยให้ทางราชการและชาวบ้านที่ยากจนเข้าไปทำประโยชน์ ต่อมามีการออกเอกสารรับรองสิทธิในปี 2524 จำนวน 68 ไร่ ส่วนมีกล่าวว่าอ้างได้ทำประโยชน์อะไรนั้นยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด

นายชูชาติ กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะการไปออกโฉนดหลังที่มีการประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติไปแล้วนั้น จะต้องมีหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง เช่น ป่าไม้ ปกครอง สำนักงานที่ดินในการตรวจสอบร่วมด้วยว่าได้ทำคุณประโยชน์แก่ทางราชการอะไรบ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มีหลักฐานดังกล่าว เลยสงสัยว่าเอกสาร นกส.3ก ที่นำมาแสดงนั้นอาจออกโดยมิชอบ ในเรื่องนี้ได้รายงาน ต่อ ผวจ.สกลนครได้ทราบแล้ว หากตรวจสอบแล้วพบพิรุธจะเสนอให้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าว หากผลมีการเพิกถอนเอกสารสิทธิจริง จะอาศัยมติ ครม. ปี 2541 ให้ชาวบ้านที่ยากจนไม่ใช่นายทุนที่ทำการอาศัยอยู่ก่อนปี 2541 สามารถเข้าทำกินอาศัยแบบฉโนดแปลงรวม เพื่อหาทางออกให้กับชาวบ้านในการปัญหาความเดือดร้อนต่อไป
นางใบ ศิริเมือง อายุ 66 ปี กล่าวว่า ตนอาศัยอยู่ที่แห่งนี้มานานหลาย 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็นป่ารกร้าง ครอบครัวตนยากจนก็มาอาศัยทำกินในที่แห่งนี้ ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมาบอกอะไร แต่ต่อมาจู่ๆมีคำสั่งมาหลังจากนายทุนไปฟ้องร้องให้ทั้ง 23 ครัวเรือน ต้องย้ายออกไปจากที่นี่ ตนไม่มีความรู้อะไรมากก็ได้ทนายอาสามาช่วยดำเนินการ มาตั้งแต่เกิดเรื่องในปี 2556 จนท้ายที่สุดมี 7 หลังคาเรือนรวมถึงตน มีคำสั่งให้ต้องย้ายออกในทันทีตนถึงน้ำตาตกในเพราะอายุก็มากแล้วจะให้ย้ายไปอยู่ที่ไหน อยู่ที่นี่ก็หากินไปวันๆอาศัยบ้านที่สร้างมาเป็นที่อาศัยหลับนอน ตอนนี้เดือดร้อนมากไม่รู้จะพึ่งใครจึงต้องขอความเป็นธรรมกับส่วนราชการเข้ามาช่วยเหลือให้บั้นปลายชีวิตได้มีความสุขและไม่อยากเป็นคดีความอะไรทั้งสิ้นจึงอยากให้ช่วยเหลือพวกเราให้ถึงที่สุดด้วย.

