เมื่อช่วงดึกวันที่ 29 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า ที่ท่าเทียบเรือหาดยาว ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง นายประจวบ โมฆรัตน์ ผอ.สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทางทะเล ที่ 10 (ตรัง) นายสัตวแพทย์ ปฐมพงษ์ จงจิตต์ จากกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน นายอับดุลรอหีม ขุนรักษา กำนันตำบลเกาะลิบง และนายสมพร จิเหลา นายก อบต.เกาะลิบง ทีมอาสาสมัครเก็บรังนกเกาะลิบง พร้อมอาสาสมัครทีมพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง อ.กันตัง และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วยชาวบ้านกว่า 30 คน ช่วยกันขนย้ายลูกพะยูน เพศเมีย อายุประมาณ 2-3 ปี และนำเรือออกเดินทางมุ่งสู่แหลมจุโหย หมู่ 1 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง เพื่อนำไปปล่อยคืนสู่ทะเล โดยพะยูนตัวนี้คาดว่าเข้ามากินหญ้าทะเลและพลัดหลงฝูงเข้ามาเกยตื้นบริเวณท่าเรือโกเต็ก คลองม่วง อ.เมือง จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562 ซึ่งเจ้าหน้าที่และชาวประมงได้ช่วยเหลือและทำการขนย้ายเพื่อปล่อยคืนสู่ทะเล
นายสัตวแพทย์ ปฐมพงษ์ กล่าวว่า จากการหารือกับนักวิชาการและเจ้าหน้าที่เห็นตรงกันว่าพื้นที่แหลมจุโหย ต.เกาะลิบง จ.ตรัง ซึ่งเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีฝูงพะยูนจำนวนมากที่สุด อีกทั้งบริเวณดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ฯ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล และมีเรือประมงจำนวนน้อย ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าลูกพะยูนตัวนี้จะปลอดภัย เหตุที่ต้องนำมาปล่อยในเวลากลางคืนก็เพราะ 2-3 วันที่ผ่านมาลูกพะยูนที่หลงฝูงเช่นนี้มีอาการเครียด ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงนี้จึงจำเป็นต้องขนย้ายปล่อยสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ เท่าที่ตรวจดูอาการลูกพะยูนยังคงมีสภาพแข็งแรง น่าจะเจอกับแม่และฝูงได้ไม่ยาก

ด้านนายประจวบกล่าวว่า ในพื้นที่อนุรักษ์ฯจะจัดเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนตลอดเวลา เพื่อเฝ้าระวังทั้งเรื่องการทำประมงผิดกฎหมายและการดูแลสัตว์ทะเลหายากและทรัพยากรทางเล ซึ่งบริเวณแหลมจุโหยมีความอุดมสมบูรณ์ของหญ้าทะเล จากการสำรวจพบว่ามีจำนวนประชากรพะยูนมากที่สุดของประเทศไทย ซึ่งปีนี้มีเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็น 185 ตัว และมีอัตราการตายลดลงเฉลี่ยแค่ปีละ 3 ตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี ชี้ให้เห็นถึงการทำงานของเครือข่ายฯที่มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่
นายอับดุลรอหีมกล่าวว่า อาสาสมัครทั้งท้องที่และท้องถิ่นมีการผลัดเปลี่ยนกันลาดตระเวน เฝ้าระวังในเขตพื้นที่อนุรักษ์ฯตลอดเวลา และชาวบ้านเองก็ช่วยดูแลอย่างเต็มที่ จนทำให้พื้นที่บริเวณนี้ปลอดภัยสำหรับพะยูนและสัตว์ทะเล ซึ่งทุกคนก็เต็มใจและทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งเสมอมา
ขณะที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ได้รับการรายงานจากนายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ศวทม.) ว่า พบลูกพะยูนพลัดหลงเกยตื้นเข้ามาในพื้นที่ท่าเรือโกเต็ก คลองม่วง อ.เมือง จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าเป็นลูกพะยูน อายุประมาณ 2-3 ปี มีขนาดความยาว 120 เซนติเมตร สภาพร่างกายสมบูรณ์ ไม่พบรอยบาดแผล สามารถว่ายน้ำได้เป็นปกติ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยฯ จึงได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 (สบทช.9) เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี และเจ้าหน้าที่กรมประมง นำลูกพะยูนพลัดหลงไปปล่อยในบริเวณแหล่งหญ้าทะเลคุ้งอ่าวทึง-ปอดะ จำนวน 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 26-28 เมษายน ซึ่งลูกพะยูนตัวดังกล่าวยังคงว่ายกลับเข้ามาใกล้เรือบริเวณปากคลอง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการได้รับอันตราย
“เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนในการขนย้ายลูกพะยูนไปปล่อยยังเกาะลิบง จังหวัดตรัง โดยเป็นพื้นที่เขตห้ามล่าและได้มีการอนุรักษ์พะยูนอย่างเข้มข้น อีกทั้งเป็นพื้นที่ที่มีหญ้าทะเลผืนใหญ่ และมีประชากรพะยูนขนาดใหญ่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สบทช.9 และ 10 รวมถึงเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ได้ร่วมกันดำเนินการเคลื่อนย้ายลูกพะยูนไปปล่อยในพื้นที่เกาะลิบง ซึ่งหลังจากนี้ทีมสัตวแพทย์จากกรม ทช. เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และผู้แทนชุมชน จะร่วมกันเฝ้าติดตามอาการ และคอยช่วยเหลือลูกพะยูนตัวดังกล่าวจนกว่าจะแข็งแรง และกลับไปอยู่กับฝูงพะยูนในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยต่อไป” นายจตุพรกล่าว

