วันที่ 27 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่มีฝนตกต่อเนื่องในจ.หนองคาย หลายวัน ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่มีความชุ่มชื้น ส่งผลดีกับพืชผลการเกษตร ที่เกษตรกรเพาะปลูก ไผ่เลี้ยงก็เป็นพืชผลการเกษตรอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับผลดีจากฝนที่ตกลงมาในช่วงนี้ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกไผ่เลี้ยง บ้านนาพิพาน ต.ปะโค อ.เมือง จ.หนองคาย ที่ขณะนี้ไผ่เลี้ยงที่ปลูกไว้ ได้เริ่มแตกหน่อออกมาจากพื้นดินเป็นจำนวนมาก เกษตรกรที่ปลูกนำไปขายทั้งที่เป็นหน่อสด และมีการแปรรูปพร้อมนำไปปรุงเป็นอาหาร ที่ตลาดสดแจ้งสว่าง ต.หนองกอมเกาะ อ.เมือง จ.หนองคาย ที่อยู่ริมถนนบายพาสไปด่านพรมแดนหนองคาย มีลูกค้าทั้งไทยและลาวเข้าไปจับจ่ายซื้ออาหารสดที่ตลาดแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งหน่อไม้เป็นที่นิยมของลูกค้าทั้งไทยและ สปป.ลาว ขณะนี้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกไผ่เลี้ยงได้เป็นอย่างดี
นายสุวพิษ ศรีวงษ์ อายุ 58 ปี ชาวบ้าน ต.ปะโค อ.เมือง จ.หนองคาย บอกถึงสาเหตุที่ปลูกไผ่เลี้ยงว่า จากการที่ช่วงนี้ จ.หนองคาย มีฝนตกต่อเนื่อง ได้ส่งผลดีกับไผ่เลี้ยงที่ตนปลูกไว้ในเนื้อที่กว่า 3 ไร่ ที่เริ่มแตกหน่อออกมา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการให้น้ำไว้ก่อน เมื่อฝนตกลงมาก็ทำให้ไผ่เริ่มแตกหน่อขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ตนเก็บไปขายที่ตลาดสดแจ้งสว่างทุกวัน เป็นที่ต้องการของลูกค้าทั้งไทยและ สปป.ลาว โดยเฉพาะลูกค้าชาวลาวตนจะให้มารับที่ตลาดแห่งนี้เลย ช่วงนี้ไผ่ให้ผลผลิตวันละประมาณ 20 กก./ไร่ และจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงกว่า 100 กก./ไร่ ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษา หากดูแลให้ปุ๋ยให้น้ำสมบูรณ์ก็จะให้ผลิตสูง ราคาขายหน่อสดขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท ซึ่งถือว่าราคาดีมาก นอกจากขายหน่อสดแล้ว ยังมีหน่อไม่ต้ม และมีการแปรรูปให้เป็นหน่อไม้ที่พร้อมนำไปปรุงอาหารได้ทันที โดยเฉพาะการนำไปแกง ก็จะมีน้ำย่านางให้ ขายชุดละ 50 บาท ขายหมดทุกวัน มีรายได้เฉลี่ยต่อวันไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท

นายสุวพิษ กล่าวว่า นอกจากจะส่งผลดีกับไผ่เลี้ยงแล้ว ยังส่งผลดีกับข่า ตะไคร้ และพืชผลการเกษตรชนิดอื่นๆ ในสวนของตน ซึ่งตนจะนำไปขายที่ตลาดพร้อมกับหน่อไม้ โดยเฉพาะข่าและตะไคร้ แต่ละชนิดส่งขายไม่ต่ำกว่าวันละ 20 กก.เช่นกัน นอกจากนี้ต้นพันธุ์ของไผ่ยังไม่เป็นที่ต้องการลูกค้าทั้งไทยและลาว ซึ่งตนจะจำหน่าย 3 ต้น 100 บาท ขณะนี้มีลูกค้าชาวลาวมาซื้อต้นพันธุ์ที่สวนเป็นจำนวนมาก จนทำไม่ทัน ล่าสุดลูกค้าชาวลาวได้ส่งต้นพันธุ์ไผ่เลี้ยงกับตนไว้ถึง 3,000 ต้น ซึ่งตนกำลังเร่งชำให้ ได้แล้ว 500 ต้น ลูกค้าก็จะทยอยมารับเพื่อนำไปปลูก
นายสุวพิษ กล่าวต่ออีกว่า การปลูกไผ่เลี้ยง จะลงทุนรวมทั้งหมดประมาณ 20,000 บาท/ไร่ ปีแรกจะยังให้ผลผลิตไม่มาก จะได้แค่ในส่วนที่ลงทุนคืน แต่ในปีที่ 2 ขึ้นไปจะเป็นผลกำไรแล้ว ซึ่งไผ่ที่ปลูกจะได้กี่ปีนั้นขึ้นอยู่กับการดูแล หากดูแลดีโดยการตัดต้นแก่ออก ให้หน่อที่แตกใหม่ขึ้นมาแทน ก็จะทำให้ไผ่ที่ปลูกให้ผลผลิตได้ตลอดไป โดยที่ไม่ต้องรื้อปลูกใหม่อีก

นายสุวพิษ กล่าวในตอนท้ายว่า นอกจากปลูกไผ่เลี้ยงแล้ว ยังอยากให้แนะนำเกษตรกรว่าอย่าแห่ปลูกพืชตามกัน เนื่องจากจะทำให้ราคาตก แต่ให้ปลูกพืชให้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะพืชที่ใช้ทำเครื่องแกง เช่นตะไคร้ ขิง ข่า และใบมะกรูด เป็นต้น ซึ่งจะสามารถขายได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน สามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร ในช่วงที่ปลูกพืชชนิดอื่นยังไม่ให้ผลผลิต หรือช่วงที่พักต้น ได้เป็นอย่างดี

