เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า (คปป.) จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งมีนายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นประธาน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการรายงานสรุปผลปฏิบัติงานการทวงคืนผืนป่าเขาค้อ และรายผลการดำเนินงานตามมติที่ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาการรับมอบพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดยการประชุมดังกล่าวมีชาวเขาค้อและผู้ประกอบการรีสอร์ท รวมทั้งและตัวแทนเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนของเขาค้อจำนวนเกือบ 100 คนเข้าร่วมสังเกตการณ์ ขณะเดียวกันยังร้องขอให้ชะลอการจับกุมรีสอร์ตและบ้านพักใน 4 ตำบลของเขาค้อด้วย
ทั้งนี้ นายเวทิน พุ่มอินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ผอ.ทสจ.) เพชรบูรณ์ กล่าวชี้แนะถึงแนวทางแก้ไขปัญหาและทางออก โดยสรุปว่าเดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นป่าและ ครม.มีการจำแนกและมีมติเมื่อปี 2529 เป็นป่าไม้ถาวร ทหารขอใช้ประโยชน์จัดสรรที่ดินให้กับราษฎรเพื่อความมั่นคงรวม 8 ครั้งเนื้อที่ 1.2 แสนไร่เศษ โดยนายเวทินยังชี้ด้วยว่าที่ดินตรงนี้ไม่เคยเป็นของทหารมาก่อน เพราะทหารเป็นแต่เพียงผู้ไปขอใช้ประโยชน์แต่เจ้าของบ้านก็คือกรมป่าไม้ ปัจจุบันภารกิจเรื่องความมั่นคงอาจจะจบสิ้นหรือว่าลดบทบาทลงไปทหารจะกลับกรมกองแล้ว ส่วนภารกิจในการดูแลประชาชนและการจัดสรรที่ดินก็ดีซึ่งก็มีหน่วยราชการอื่นก็มีอยู่แล้ว
นายเทวินกล่าวว่า เดิมทหารขอใช้พื้นที่มีเงื่อนไขอยู่ว่าเมื่อที่ดินได้มีการประกาศเป็นป่าสงวนแล้ว หากประสงค์จะดำเนินการต้องยื่นคำขอตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติโดยทันทีแต่ก็ไม่มีการขอ เพราะฉะนั้นจริงๆพื้นที่ตรงนี้ได้สิ้นสุดไปแล้ว อำนาจทั้งหมดในฐานะที่กรมป่าไม้เป็นผู้ดูแลและรักษาการตาม พ.ร.บ.ต่างๆ จะต้องไปดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายตามนโยบายและตามคำสั่งมติ ครม. ซึ่งปัจจุบันก็ชัดเจนโดย คสช.มีคำสั่งมีการคัดกรองบุคคลที่จะเข้าไปในที่ทำกินและปัจจุบันยังมีกฎหมายมาตรา 16 และมีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติจัดสรรที่ดินให้ประชาชน
“เอกสารที่ทหารออกให้ประชาชนถือเรียนตรงๆไม่มีผลตามกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายรองรับให้ทหารทำเช่นนั้นได้ ฉะนั้นเอกสารที่ประชาชนถืออยู่โดยที่ทหารออกให้ เป็นแค่เพียงเอกสารรับรองว่าประชาชนได้เคยเข้าไปอยู่ เพื่อพิสูจน์สิทธิตัวเองและเพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดสรรที่ดินให้ประชาชน ซึ่งทางรัฐบาลมีนโยบายจัดสรรที่ดินให้กับราษฎรในแปลงรวม ฉะนั้นในตอนนี้ภารกิจของกรมป่าไม้ในฐานะคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ จะต้องดำเนินการกำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมาย จากนั้นจึงจะมอบให้ทางจังหวัดซึ่งเป็นผู้ยื่นขอใช้ประโยชน์ โดยจะเข้าสู่โครงการคทช.” ทสจ.เพชรบูรณ์กล่าว
นายเทวินกล่าวว่า ส่วนที่เป็นปัญหาที่สุดอยู่ในเวลานี้ก็คือ ธุรกิจรีสอร์ต,ร้านอาหารและบ้านพักตากอากาศ ซึ่งเดิมก็ไม่อยู่ในเงื่อนไขตั้งแต่แรก แต่ไม่รู้ว่าเป็นความโชคร้ายในความโชคดีหรือเปล่า พื้นที่บริเวณนี้ซึ่งเป็นเขาค้อเป็นสถานที่เที่ยวที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆของประเทศ มีการจ้างงานมีรายได้สร้างการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ แต่ต้องอยู่ด้วยความหวาดผวา เมื่อไหร่เขาจะรื้อเมื่อไหร่รัฐบาลจะเอาจริงและเจ้าหน้าที่ที่ทำก็ไม่อยากทำ เพราะด้วยบริบททั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำก็เสี่ยงถูกฟ้องกับสิ่งทุกอย่างแต่ไม่ทำก็ไม่ได้ ต้องถูกข้อหาละเว้นมาตรา 157 แต่ทุกอย่างมีทางแก้ไขขึ้นอยู่กับผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐจะเห็นด้วยหรือไม่
นายเวทินกล่าวว่า เมื่อมีการดำเนินการทางเอกสารกรมป่าไม้รับคืนพื้นที่จากทหาร ซึ่งไม่ประสงค์จะใช้พื้นที่ตรงนี้แล้ว โดยความจริงยื่นหนังสือฉบับเดียวก็จบแล้ว ส่วนจะถูกปรับอย่างไรค่าเสียหายเท่าไหร่ก็ว่ากันไป ส่วนความรับผิดชอบของกองทัพเป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับ สำหรับเรื่องการขอใช้ประโยชน์ป่าสงวนฯหน่วยงานของรัฐก็ยื่นเองส่วนเอกชนที่เป็นรีสอร์ทโรงแรมที่ไม่ได้เข้าอยู่ในเงื่อนไข หรือซื้อที่ของประชาชนมาแล้วหรือจะซื้อต่ออะไรก็แล้วแต่ ก็ยื่นตามมาตรา 16 เพื่อดำเนินการจัดทำธุรกิจ ซึ่งจะมีการให้ซื้อมาให้ก็แล้วแต่ก็สู้กัน ซึ่งเรื่องการดำเนินการตามกฎหมายก็ต้องว่ากันไป
“ฉะนั้นกรมป่าไม้เองนอกจากจะได้งานแล้วยังได้เงินเพราะการใช้ประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าไม้ จะต้องจ่ายเงินค่าปลูกป่าทดแทนในอัตรา 10 เท่าของค่าปลูกป่าและค่าบำรุงรักษาไร่ละ 10,960 บาท หาก 10 เท่าก็ไร่ละ 109,600 บาทท ถามว่าเนื้อที่กี่หมื่นไร่ซึ่งกรมป่าไม้จะได้รับเงินจากภาคเอกชนก้อนมหาศาล และยังมีค่าธรรมเนียมและค่าภาษีตามมาอีกมากมาย ที่สำคัญคือพื้นที่สามารถควบคุมได้และอยากให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็ทำแผนแม่บทอย่างที่ภูทับเบิก กำหนดเป็นโซนท่องเที่ยว โซนการเกษตรโดยกำหนดเป็นแผนแม่บทออกมา”นายเวทินกล่าว
ทสจ.เพชรบูรณ์กล่าวว่า ก็ค่อยๆทยอยทำไปตามงบประมาณและพื้นที่เป้าหมาย คทช. ส่วนประชาชนก็อยู่ไปเพราะมีคำสั่ง คสช.มีมติ ครม.วันที่ 30 มิ.ย.41 เป็นผู้ยากไร้และอยู่เดิมก็ดีรับการผ่อนปรนไม่มีการจับกุมอยู่แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องโดนข้อหาละเว้นมาตรา 157 และยังแก้ไขปัญหาในความมั่นคงเรื่องการประกอบอาชีพในการลงทุนของเอกชน ก็จะตามมา ทุกอย่างทุกคนก็จะอยู่ได้อย่างสบายใจ เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้แก้ได้ แต่ทางเจ้าหน้าที่ต้องมีความเข้าใจตรงกัน ซึ่งจะมีการนัดประชุมคณะกรรมการที่อธิบดีกรมป่าไม้เป็นประธานเมื่อไหร่ไม่ทราบ แล้วก็จะมีการตั้งคณะทำงานก็ไม่รู้ว่าจะคืนทำไมทำข้อมูลทำกันตั้งนานแล้ว หากจะผิดพลาดขึ้นก็ไม่เป็นไรเอาเป็นเรื่องเป็นรายๆ ไป
อย่างไรก็ตาม หลังยุติการประชุมและนายสืบศักดิ์อนุญาตให้ กลุ่มผู้ประกอบการรีสอร์ทและชาวบ้านรวมทั้งตัวแทนเครือข่ายสภาชุมชนฯได้ซักถาม ซึ่งปรากฏว่ามีเสียงเรียกร้องให้ชะลอการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ประกอบการรีสอร์ทและเจ้าของบ้านพักตากอากาศทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าอยู่ระหว่างแก้ไขปัญหา โดยภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ไปแล้ว แต่ยังไม่มีคำตอบกลับมาว่าอนุมัติหรือไม่และยังอ้างว่า สถานที่ราชการต่างๆบนเขาค้อก็ผิดด้วยเช่นกัน จากนั้นยังกดดันขอฟังคำตอบเรื่องทางออกโดยการชะลอการจับกุมในระยะสั้น และในระยะกลางจะวางแผนอย่างไร โดยขอให้ทางผู้ว่าฯและหน่วยงานที่เกี่ยวช่วยชี้แจงประเด็นนี้ให้เคลียร์และมีความชัดเจน
ทั้งนี้ นายสืบศักดิ์และอัยการจังหวัดฯรวมทั้ง ผอ.สนง.ทสจ.เพชรบูรณ์ ยืนกรานไม่สามารถแทรกแซงขบวนการยุติธรรมและมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และในการจับกุมทางเจ้าหน้าที่ส่วนกลางมาดำเนินการเอง พร้อมกำชับว่าหากเป็นประชาชนหรือ รอส.จริงและมีคุณสมบัติตามมติ ครม.ปี 2541 รวมทั้งคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 และ 66/2557 และเป็นผู้ยากไร้ตามเงื่อนไข คทช. ก็ให้นอนหลับโดยไม่ต้องหวาดผวาอะไรทั้งสิ้น แต่ในส่วนที่เป็นนายทุนนอกพื้นที่หรือรีสอร์ทรายใหญ่หลังคดีสิ้นสุด และทางกรมป่าไม้และฝ่ายทหารดำเนินการทางธุรการเรื่องการส่งมอบคืนพื้นที่แล้ว ก็ใช้ช่องทางการขออนุญาตใช้พื้นที่ตามมาตรา 16 ซึ่งกฎหมายเปิดให้อยู่แล้ว
ข่าวแจ้งว่า สำหรับสรุปการสำรวจแนวเขตที่ดินที่ ทภ.3 ขอให้ประโยชน์พื้นที่ป่าเขาโปกหล่นและป่าปางก่อ-วังชมภูพื้นที่สองข้างทางข้างละ 1 ก.ม.จากกรมป่าไม้เนื้อที่ 1,26,068 ไร่ และมีการใช้พื้นที่โดยเขตห้ามล่าเนื้อที่ 16,960 ไร่ พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาค้อ เนื้อที่ 16,984 ไร่ เหลือพื้นที่ 92,423 ไร่ และพื้นที่จัดสรรให้แก่รอส.เนื้อที่ 40,120 ไร่ คงเหลือพื้นที่นอกแปลงรอส.เนื้อที่ 52,202 ไร่
ส่วนข้อมูลผู้ครอบครองพื้นที่เป็นกลุ่มนอกแปลง รอส.รีสอร์ตจำนวน 135 แห่ง มีการแจ้งความดำเนินคดีทั้งสิ้น 120 แห่ง คดีอยู่ในความดูแลของ DSI จำนวน 5 แห่ง ดำเนินการตามมาตรา 25 จำนวน 8 แห่ง ขอคืนพื้นที่ 1 แห่ง คดีค้างเก่า อัยการส่งสอบเพิ่ม 1 แห่ง รวม 135 แห่ง
ส่วนข้อมูลผู้ครอบครองนอกพื้นที่ที่สำรวจเพิ่มมีจำนวน 358 แห่ง ดำเนินคดีแล้ว 34 แห่ง ขอคืนพื้นที่แล้ว 10 แห่ง อยู่ระหว่างขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้จำนวน 3 แห่ง อยู่ในพื้นที่เขตทางหลวง 11 แห่ง อยู่ในแปลง รอส.จำนวน 3 แห่ง และอยู่ในเขตทหารขอใช้จำนวน 1 แห่ง เหลือ 296 แห่ง สำหรับกลุ่มรีสอร์ทที่อยู่ในแปลงรอส.จำนวน 332 แห่ง และกลุ่ม รอส.ที่ทำผิดเงื่อนไขจำนวน 1,052 ราย สรุปกลุ่ม รอส.มีทั้งหมด 1,542 ราย ทำถูกเงื่อนไข 490 ราย

