วันที่ 30 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณหน้าประตูทางเข้าวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปัณโณ หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำโดย นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยนางเตือนใจ นุชดำรงค์ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นายศิริ อัคคะอัคร ผอ.สำนักป้องกันปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานฯ(ผอ.สปฟ.) นายสมศักดิ์ ภู่เพ็ชร์ ผอ.ส่วนยุทธการป้องกันและปราบปราม กรมอุทยานฯ นายสุนทร ฉายวัฒนะ ผอ.ส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า กรมอุทยานฯ นายชาญวิทย์ กันยา นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมอุทยานฯ นายบรรพต มาลีหวล หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เขาประทับช้าง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี นายชาติชาย ศรีแผ้ว หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 ภาคกลาง และกำลังเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานฯ กว่า 300 นาย และทีมคณะสัตวแพทย์ สังกัดกรมอุทยานฯ รวมทั้ง พ.ต.อ.ชวลิต สุขสุวรรณ์ รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พ.ต.อ.บัณฑิต ม่วงสุขำ ผกก.สภ.ไทรโยค พ.อ.ฐนิตพัฒน์ อุทะนุตนันท์ รอง ผบ.ร.29 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.กาญจนบุรี จำนวนมากเดินทางไปที่วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 ค่ายพระพุทธยอดฟ้า ได้เดินทางไปเตรียมความพร้อมบริเวณปากทางเข้าประตูสวนเสือ เพื่อดำเนินการขนย้ายเสือโคร่ง พันธุ์เบงกอล ของกลางออกจากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน ซึ่งก่อนหน้านี้ กรมอุทยานฯได้ขนย้ายเสือไปแล้ว 2 ครั้ง คือ วันที่ 28 ม.ค. จำนวน 5 ตัว และวันที่ 23 ก.พ. จำนวน 5 ตัว รวม 10 ตัว ทั้งหมดนำไปไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ปัจจุบันยังคงเหลืออยู่ จำนวน 137 ตัว ที่จะดำเนินการขนย้ายออกทั้งหมด
โดยเจ้าหน้าที่ได้นำเต็นท์มาตั้งเป็นกองบัญชาการอยู่ที่บริเวณทางเข้าประตูสวนเสือ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้สั่งการ แต่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าไปด้านในสวนเสือได้ เนื่องจากทางวัดได้ปิดประตูไว้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีกองทัพสื่อมวลชนจากไทย และต่างชาติเดินทางไปรอทำข่าวเป็นจำนวนมากอยู่หน้าประตูบริเวณทางเข้าวัด แต่ไม่สามารถเข้าไปได้เช่นกัน
ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. นายอดิศร พร้อมคณะเจ้าหน้าที่จำนวนมากเดินทางไปที่วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ได้นำเต็นท์มากางตั้งเป็นกองบัญชาการชั่วคราวที่บริเวณริมถนนสาย 323 ด้านหน้าวัดป่าฯ หลังจากคณะเจ้าหน้าที่ทั้งหมดมากันอย่างพร้อมเพรียง นายอดิศรได้นำทีมเข้าไปเจรจาขั้นพื้นฐานกับ พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ภักดิ์จรุง รองประธานมูลนิธิฯและกรรมการบริษัท ไทยเกอร์ แทมเพิล จำกัด แต่เมื่อไปถึงประตูทางเข้า ปรากฏว่าทางวัดป่าฯได้นำแผงเหล็กมากั้นทางเข้าเอาไว้ พร้อมกับมีป้ายเขียนข้อความว่าไม่อนุญาตให้เข้า เจ้าหน้าที่ได้แต่ยืนรอ เนื่องจาก พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศที่อยู่ด้านหน้าวัด

จากนั้น นายอดิศร จึงมอบหมายให้นายยรรยง เลขาวิจิตร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง จ.ราชบุรี)โทรศัพท์ไปหา พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ขอร้องให้ออกมาเจรจา ในการดำเนินการขนย้ายเสือ ซึ่งไม่นานนัก พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ก็ได้ขับรถยนต์ส่วนตัวออกมาจากภายในวัด และมาเจรจากับนายอดิศร ที่บริเวณประตูทางเข้าวัด ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมทั้งสื่อมวลชนสาย NGO ซึ่งการเจรจาใช้เวลานานกว่า 30 นาที แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้
พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ กล่าวยืนยันว่าไม่อนุญาตให้คณะเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการขนย้ายเสือ พร้อมทั้งระบุว่าหากใครฝ่าฝืนเข้าไปจะดำเนินการทางด้านกฎหมายกับผู้ที่บุกรุกทันที ส่วนทางนายอดิศร ระบุว่า หากทาง พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ไม่อนุญาตให้คณะเจ้าหน้าที่เข้าไปขนย้ายเสือ ก็จะดำเนินคดีในข้อหาเจตนาที่จะครอบครองสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 19 มีโทษตามมาตรา 47 ต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งบรรยากาศการเจรจาเป็นไปอย่างตึงเครียด
หลังจากที่ พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ไม่ยินยอมให้คณะเจ้าหน้าที่เข้าไปภายใน นายอดิศรจึงได้มอบหมายให้นายชาติชาย เดินทางไปที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อขออนุมัติหมายค้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยหากศาลจังหวัดกาญจนบุรีอนุมัติหมายค้นให้กับเจ้าหน้าที่เมื่อไหร่ คณะเจ้าหน้าที่ก็จะเร่งดำเนินการขนย้ายเสือในทันที ขณะเดียวกัน ทาง พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ก็จะยื่นคัดค้านการออกหมายค้นเช่นกัน

นายอดิศร เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ก่อนหน้านี้กรมอุทยานฯ ได้ทำหนังสือแจ้งให้ทางวัดทราบแล้วว่า กรมอุทยานฯ จะเข้ามาขนย้ายเสือของกลางทั้งหมดในวันที่ 30 พ.ค.เป็นต้นไป จนกว่าจะขนย้ายได้ทั้งหมด แต่ทางวัดได้มีหนังสือไปถึงกรมอุทยานฯ ว่า ไม่ยินยอมให้เข้าทำการขนย้าย โดยให้เหตุผลว่าอยู่ระหว่างการรอฟังคำตัดสินของศาลปกครองกลาง ซึ่งแท้ที่จริงศาลยังไม่มีคำสั่งรับไว้พิจารณาแต่อย่างใด โดยกรมอุทยานฯ ได้ทำตามหน้าที่ ในฐานะผู้รับผิดชอบเสือของกลางทั้งหมด อีกทั้งเสือทั้งหมดก็เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน และคงไม่สามารถที่จะให้ทางวัด หรือทางมูลนิธิฯ นำเสือของกลางไปใช้หาประโยชน์ได้อีกต่อไป ทั้งนี้ทางกรมอุทยานฯ ได้เตรียมทีมสัตวแพทย์เอาไว้ 4 ทีม และทีมสำรองอีก 1 ทีม โดยตั้งเป้าว่าจะดำเนินการขนย้ายเสือโคร่งวันละ 20 ตัว หรือมากกว่านั้น และหากการดำเนินการขนย้ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการเข้าขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ คาดว่าจะใช้เวลาในการขนย้ายรวม 7 วัน แต่เมื่อเจออุปสรรคดังกล่าว คาดว่าคนต้องใช้เวลานานอีกหลายวันอย่างแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะเจ้าหน้าที่ยังเกรงว่า ทางวัดป่าฯ จะกลั่นแกล้งด้วยการปล่อยเสือที่มีอยู่ออกมา สร้างความกังวลใจให้กับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้มีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ไม่มีการเปิดเผยเกี่ยวกับแผนสำรองดังกล่าวแต่อย่างใด

