หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา ลาม! พิพาทหัว...

ลาม! พิพาทหัวเสาตะลุง “กรมศิลป์” สั่งย้ายวังช้างพ้นโบราณสถาน

19.06.19 | 19:29 น.

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 มิถุนายน 62 นายสุเทพ ชูชัยยะ กรรมการสภาวัฒนธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมตัวแทนภาคประชาชน และชาวบ้าน ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา ได้เดินทางเข้าพบ นางศาริสา จินดาวงษ์ ผ.อ.สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา เพื่อสอบถามความคืบหน้า กรณีที่ขอให้นำผลการทำประชาความคิดเห็นของชาวบ้าน ที่ทำโดยภาคประชาชนและหน่วยงานสภาวัฒนธรรมจังหวัด ในประเด็นที่ชาวบ้านคัดค้านกรมศิลปากรบูรณะเสาตะลุงแถวนอก ที่เพนียดหลวงคล้องช้าง ต.สวนพริก เป็นแบบเสาหัวขาด พร้อมเรียกร้องแก้ไขเป็นการบูรณะหัวเสาตะลุงให้หัวเสามีหัวแบบดอกบัวตูม

ซึ่งบรรยากาศการซักถามเป็นไปด้วยความเคร่งเครียด และหลังจากนั้นทาง ผ.อ.สำนักศิลปากรที่ 3 ชี้แจงประชาชนว่า ว่าหลังจากที่จัดประชาสังคมภาคประชาชนไปนั้น ได้มีการถอดเทปและนำความคิดเห็นของบุคคลที่เป็นตัวแทน ในการคัดค้านการตัดหัวเสาตะลุง นำไปมอบบันทึกรายละเอียดทุกประเด็นให้กับอธิบดีกรมศิลปากรไปแล้ว แต่ทางกรมศิลปากรโดยอธิบดียังไม่มีความคิดเห็นใดๆตอบกลับลงมา อีกทั้งยังตนเองก็ไม่สามารถระบุได้อีกว่า ทางอธิบดีจะมีการตอบกลับมาอย่างไร และเมื่อใด

นายสุเทพ ชูชัยยะ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ รู้สึกไม่สบายใจกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและการยืนยันในมุมของกรมศิลปากร เนื่องจากปัจจุบันทางผู้รับเหมาได้ถอนย้ายเครื่องมือและเครื่องจักรออกไปจากเพนียดบ้างแล้ว เสมือนว่าการบูรณะเสร็จสิ้นลงแล้ว และสภาพที่เห็นคือเสาตะลุงหัวขาดที่ยืนเหมือนคนตาย ทำให้ชาวบ้านต้องเร่งทำหนังสือทวงถามต่อไปยังอธิบดีโดยตรง เพื่อขอความชัดเจนว่าจะมีการแก้ไขอย่างไรหรือไม่

อย่างไรก็ตามนอกจากประเด็นความขัดแย้งในเรื่องการบูรณะเสาตะลุงแล้ว ยังเกิดประเด็นขัดแย้งทับซ้อนขึ้นมาอีก 1 ประเด็น เพราะว่าสุด กรมกรมศิลปากรได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการ ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2562 แจ้งให้วังช้างอยุธยาแลเพนียด ดำเนินการขนย้ายวังช้างอยุธยาแลเพนียดพร้อมบริวาร ออกจากพื้นที่โบราณภายใน 30 วัน ซึ่งหมายถึงที่ตั้งปางช้างอยุธยาแลเพนียด บนเกาะเมืองกรุงเก่า ฝั่งตรงข้ามศาลหลักเมืองอยุธยา ซึ่งถือเป็นเขตใจกลางโบราณสถาน โดยหนังสือระบุว่าก่อนหน้านี้ ทางกรมศิลปากรได้อนุญาตให้วังช้างอยุธยาแลเพนียดเช่าแบบปีต่อปี โดยเสียค่าเช่าปีละ 1 หมื่นบาทเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งสัญญาหมดลงเมื่อวันที่ 9 ม.ค.62 โดยในประดังกล่าวหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นผลต่อเนื่องมาจากความขัดแย้งประเด็นแรกคือเรื่องประท้วงเสาตะลุง เพราะเชื่อว่าวังช้างอยุธยาแลเพนียดอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน

โดยประเด็นการให้รื้อย้ายปางช้างออกไปนั้น นางศาริสา จินดาวงษ์ ผ.อ.สำนักศิลปากรที่ 3 เปิดเผยว่า กรณีการมีหนังสือแจ้งให้วังช้างอยุธยาแลเพนียด ให้ย้ายออกไปจากเขตพื้นที่โบราณสถานนั้น ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนแม่บทและแผนพัฒนาขององค์กรยูเนสโก้ ที่แจ้งเตือนให้ประเทศไทยปรับปรุงทัศนียภาพในเขตโบราณสถานทั้งหมด เช่นในเขตบริเวณร้านค้าหลังวิหารพระมงคลบพิตร และบริเวณวังช้างอยุธยาแลเพนียด โดยให้ยึดถือการปฏิบัติตามหนังสือ คือให้ย้ายภายใน 30 วัน ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า จะมีมาตรการออกมาอย่างไร หากทางวังช้างอยุธยาและเพนียดยังไม่ย้ายออกไป แต่ยืนยันไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง แต่ทำไปตามแผนแม่บทเพื่อรักษามรดกโลก และทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมายที่ให้สิทธิกรมศิลปากรกระทำได้ ในฐานะผู้รับผิดชอบเขตโบราณสถานทั้งประเทศ

Advertisement

ส่วนนายลายทองเหรียญ มีพันธ์ เจ้าของวังช้างอยุธยาแลเพนียด ประธานมูลนิธิพระคชบาล เปิดเผยว่า รู้สึกเสียใจและเสียความรู้สึก ต่อการกระทำของกรมศิลปากร ทั้งที่ก่อนหน้านั้นตนได้เข้าใช้ที่ดินมาอย่างถูกต้อง มีการทำเรื่องขอเช่าพื้นที่มาทุกปี ตั้งแต่ปี 2553 โดยจ่ายให้กับสำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์และกรมธนารักษ์ ซึ่งไม่ใช่ทำสัญญาตรงกับกรมศิลปากร ที่ระบุว่าเพิ่งมาให้เช่าเพียง 1 ปีแล้วหมดสัญญา พร้อมให้ออกภายใน 30 วันอย่างที่แจ้ง แต่ยืนยันเป็นการเช่ามาตลอดเวลา 24 ปี ไม่ได้บุกรุก ซึ่งตนมีหลักฐานการเช่าและใบเสร็จรับเงินถูกต้อง

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เชื่อว่า มาจากการที่ทางศิลปากรมีการซ่อมบูรณะเสาตะลุงในเพนียดคล้องช้าง ที่ ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา แล้วมีการทำที่ไม่ถูกต้องตนเคยท้วงไป ทำให้ทางศิลปากรไม่ยอมต่อสัญญา ตรงที่ตั้งวังช้างอยุธยาแลเพนียด บนเกาะเมือกรุงเก่า ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวนั่งช้างชื่อดังระดับโลก โดยเชื่อว่ากรมสิลปากรใข้เหตุนี้มาสั่งย้ายวังช้าง เนื่องจากไม่พอใจที่ชาวบ้านร้องเรียนเรื่องการตัดหัวเสาตะลุง

โดยตนจะร้องขอความเป็นธรรมเรื่องนี้ต่อศาลปกครอง และถึงเวลาที่จะพวกเราคนอยุธยา จะต้องออกมาปกป้องทวงคืนหัวเสาตะลุงกับชาวบ้านด้วย ที่สำคัญช้างอยุธยาต้องอยู่คู่กับอยุธยาต่อไป และยอมรับว่าถึงแม้ว่าจะมีผลประโยชน์กับตนในทางธุรกิจเกี่ยวกับการนั่งช้าง แต่ส่วนหนึ่งก็ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และเงินทองที่ได้มาก็นำไปดูแลช้าง ส่งเสริมเสริมการเพาะพันธุ์ช้างไทย อีกทั้งกิจกรรมนั่งช้างยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดและของประเทศ โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับอยุธยาและประเทศไทย

นายลายทองเหรียญ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่อ้างถึงยูเนสโกตักเตือนในประเด็นที่ตั้งวังช้างนั้น เพื่อความเป็นธรรม ขอให้กรมศิลปากรแสดงเอกสารทักท้วงจากยูเนสโก้มา เพราะหาเป็นจริง เขาคงไม่ได้พูดแค่วาจา แต่หากมีเอกสารยืนยัน ตนเองก็พร้อมที่จะรังฟังเช่นกัน

ด้านนายนายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการ จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ประเด็นการให้รื้อย้ายวังช้างอยุธยา ฯ ออกไปจากที่ตั้งปัจจุบันตรงฝั่งตรงข้ามศาลหลักเมืองนั้น สอบถามเบื้องต้นแล้ว กรมศิลปากรยืนยันว่า สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา มีความจำเป็นต้องปรับภูมิทัศน์และปรับปรุงมรดกโลกให้สง่างาม ซึ่งเป็นแผนแม่บทในการดูแลพื้นที่โบราณสถาน ของกรมศิลปากรที่จัดทำไว้เป็นเวลานานแล้ว และเป็นการจัดระเบียบเหมือนกับร้านค้าหลังวิหารพระมงคลบพิตร ดังนั้นคงต้องเป็นเรื่องของกรมศิลปากร ต้องดำเนินการไปตามหน้าที่ อีกทั้งทางวังช้างอยุธยาแลเพนียดก็ต้องรับทราบและดำเนินการตามที่สัญญาระบุไว้

แต่ความคิดเห็นส่วนตัว ตนเองมองว่า กรมศิลปากรมีหน้าที่อนุรักษ์โบราณสถาน มีหน้าที่จัดระเบียบ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และแผนแม่บทเพื่อพัฒนามรดกโลก ขณะที่วังช้างฯเองก็ต้องทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ให้มีความสง่างามควบคู่กันไป เพราะถือว่าช้างเป็นสัญลักษณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามคิดว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องเจรจาหาข้อยุติ เพื่อให้เป็นไปอย่างเหมาะสม
.
ผู้ว่าราชการ จ.พระนครศรีอยุธยา ยังกล่าวอีกว่า สถานที่แห่งนี้เป็นมรดกของประเทศไทย และเป็นมรดกของโลก ถือเป็นมรดกของทุกคน ส่วนความมีเสน่ห์ของช้างนั้น ผมคิดว่ายังมีความจำเป็นอยู่ในเรื่องการส่งเสริมการทองเที่ยว แต่ส่วนเรื่องของการจัดที่อยู่ที่ตั้งนั้น ก็เป็นคนละส่วนกัน คงต้องมองแยกออกจากกัน แต่สิ่งสำคัญคือทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ข้อกฎหมาย ความเหมาะสม และความชอบธรรม