วันที่ 31 พฤษภาคม ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการประชุมสภาเทศบาลนครนครศรีธรรมราช สมัยสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 3 เพื่อพิจารณาวาระและญัตติต่างๆ ที่ค้างอยู่ในสภาหลายญัตติ โดยเฉพาะญัตติที่เทศบาลฯ ขอความเห็นชอบซื้อน้ำประปาจากเอกชนเป็นเวลา 30 ปี งบประมาณกว่า 4,900 ล้านบาท หลังจากที่เลื่อนมาจากวันที่ 18 พ.ค. 2559, 27 พ.ค. 2559 มาเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 30 พ.ค. 2559 ซึ่งประธานสภาได้ชี้แจงว่า เนื่องจาก ส.ท.นครศรีธรรมราช มาประชุมไม่ครบองค์ประชุม ส.ท.มาปฏิบัติหน้าที่เพียง 10 คน จากจำนวน ส.ท. 22 คน เป็นครั้งสุดท้าย และวันสุดท้ายของการเปิดประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ 2 ประจำปี 2559 สภาจึงไม่สามารถดำเนินการประชุมได้ จึงทำให้ญัตติต่างๆ ที่นำมาเสนอต่อสภาแห่งนี้ตกลงไปตามระเบียบข้อบังคับ
นายเคารพ อิสระไพบูลย์ ประธานสภาเทศบาลนครนครศรีธรรมราช กล่าวว่า พูดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น กับเทศบาลนครนครศรีธรรมราชของเรา ผมไม่อยากตำหนิเพื่อนสมาชิกเทศบาลฯ ซึ่งอาสาชาวบ้านมาเป็นตัวแทนมาทำการเมือง ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือไม่กับคำว่าการเมือง เราออกจากบ้านมาทำการเมืองให้ดีขึ้น ส.ท.ทุกท่านก่อนรับตำแหน่งจำได้หรือไม่ สาบานต่อสภาเทศบาลฯว่าจะทำงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชน ไม่อยู่ใต้อาณัติของใคร เป็นตัวแทนชาวบ้านมิใช่ตัวแทนแบบฟลุกๆ
“ผมเป็น ส.ท.มาร่วมครึ่งชีวิต ตั้งแต่อายุ 30 เศษๆ ผมไม่เคยทำตัวแบบนี้ ผมมาประชุมทุกครั้งเพราะเป็นหน้าที่ของผม ซึ่งถูกระบุไว้ในระเบียบ การขาดประชุมต้องมีเหตุผล มันส่อถึงวุฒิภาวะของสมาชิกสภาเทศบาลฯที่ไม่รับผิดชอบต่อบ้านเมือง เห็นใจสื่อมวลชนและชาวบ้านต้องผิดหวังถึง 3 ครั้ง เสียใจจริงๆ” นายเคารพกล่าว
ต่อข้อถามตามกฎหมายสามารถที่จะขอขยายเวลาเพื่อขอพิจารณาญัตติได้อีกหรือไม่ นายเคารพว่า จบแล้วจบเลยไม่ขยายอะไรอีกแล้ว ภาพที่เห็นเป็นแบบนี้ชี้ให้เห็นว่า จะให้พูดอะไรอีก มันจบแล้ว อย่าพยายามเสียเวลา รอสิงหาคมดีกว่าว่าจะมีการหยิบญัตติดังกล่าวขึ้นมาอีกหรือไม่ และว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็จะส่งรายงานการประชุมไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เพื่อให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ต่อคำถามที่ว่าจะมีการเรียกร้องให้นำไปสู่การยุบสภาได้หรือไม่ นายเคารพกล่าวว่า ไม่สามารถตัดสินได้ ข้างบนเท่านั้นที่จะสามารถสั่งการได้ ในเมื่อไม่มีหน้าที่ที่จะทำแล้วจะอยู่ทำไม จะอยู่เพื่อต่อสู้อะไร เรื่องนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องทราบเรื่องด้วยเช่นกัน
ด้านนายอมร วงศ์วรรณ ท้องถิ่นจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ตามปกติการเปิดประชุมนั้น 1 ปี ไม่เกิน 4 สมัย แต่ละสมัยต้องไม่เกิน 15 วัน และหากมีความจำเป็นก็สามารถขอเปิดวิสามัญกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้อีก เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมองแล้วยังอยู่ในกรอบที่ทุกคนสามารถกระทำได้ในสภา แม้กระทั่งการเปิดประชุมสภา เรียกสมาชิกเข้าประชุม แต่สมาชิกลาก็เป็นสิทธิที่ ส.ท.จะกระทำได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด
ต่อข้อถามเหตุที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การยุบสภาได้หรือไม่ นายอมรกล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครร้องมาว่าได้รับผลกระทบอย่างไร หากมีใครร้องขึ้นมาก็จะต้องมีการตรวจสอบ วินิจฉัยกันอีกครั้งว่าจริงหรือไม่ ส่วนชาวบ้านอาจจะบอกว่าเกิดความเสียหายก็ทำหนังสือร้องมายังผู้ว่าราชการจังหวัด ใครก็ร้องได้หากมีผลกระทบและได้รับความเสียหาย สื่อมวลชน หรือประชาชนมีสิทธิทำได้ทุกคน แต่ต้องมีเหตุผลว่าได้รับผลกระทบหรือได้รับความเสียหายอย่างไร จะต้องร้องขึ้นมาตามลำดับชั้น จากนั้นจังหวัดก็จะนำมาพิจารณา 2 แนวทาง คือ 1) สภา ทน.นครศรีธรรมราช ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และ 2) หากทำตามกฎหมายแล้วชาวบ้านเดือดร้อนหรือไม่ ทั้งนี้เราต้องยึดกรอบของกฎหมาย เมื่อ ส.ท.ทำหนังสือลาที่ประชุมก็เป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ เพราะการประชุมจะมีกฎระเบียบเป็นข้อบังคับไว้อยู่แล้ว ทุกอย่างจะมีเหตุมีผลในตัวเองภายใต้กรอบเดียวกัน
ต่อข้อถามญัตติที่ตกลงไปในครั้งนี้ จะสามารถหยิบยกขึ้นมาพิจารณาได้อีกหรือไม่ นายอมรกล่าวว่า ก่อนประชุมทางสภาฯจะต้องส่งหนังสือ หรือแจ้งให้สมาชิกสภาได้ทราบว่าจะเป็นประชุมสมัยหน้าวันเวลาใด จากนั้นก็ให้สมาชิกยื่นญัตติเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ซึ่งการพิจารณาญัตติเข้าเป็นวาระการประชุมนั้น ก็ต้องดูเหตุอีกว่า จำเป็น เร่งด่วน หรือมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด ประธานสภามีสิทธิที่จะหยิบหรือไม่ก็แล้วอำนาจของประธานสภาฯ ที่สำคัญประธานสภาฯจะต้องมีเหตุผลว่าญัตติที่สมาชิกนำเสนอนั้น สมควรนำมาพิจารณาหรือไม่ อย่างไร เข้าใจว่ารอบหน้าจะเป็นเรื่องของการพิจารณาร่างการใช้จ่ายงบประมาณ ปี 2560 ก็คงต้องดูเหตุดูผลกันอีกครั้ง
ขณะที่ รายงานข่าวว่าในวันที่ 1 มิถุนายน 2559 กลุ่ม ส.ท.ทั้ง 12 คน นัดประชุมหารือเรื่องการวางกรอบแนวทางการทำงาน รวมทั้งหยิบยกปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อรวบรวมปัญหาทั้งหมดเตรียมขอยื่นญัตติเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมในครั้งต่อไป ส.ท.รายหนึ่งกล่าว จะต้องเรียงลำดับความสำคัญของปัญหา และความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องยื่นเข้าสู่การประชุมในคราวเดือนสิงหาคม 2559 ซึ่งจะต้องว่ากันไปตามระเบียบวาระของการประชุม ทั้งนี้เข้าใจว่าวาระครั้งสำคัญว่าด้วยเรื่องการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 เป็นเรื่องหลัก แต่หากท่านประธานสภาฯเข้าใจก็คงได้มีการพิจารณาญัตติบางรายการก็เป็นได้
ต่อข้อถามจะนัด ส.ท.ทั้ง 12 คนที่ไม่เข้าประชุมสภา หรือนัดสมาชิกทุกคน นายอมรกล่าวว่า เรื่องในสภาฯจบลงไปแล้ว คงไม่มีอะไรค้างคากัน เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ และต่างคนก็มีเหตุผลที่ไม่เหมือนใคร การไม่เข้าประชุมก็เป็นสิทธิของสมาชิกแต่ละคน เราเคารพในกรอบของกติกา ส่วนการนัดพิจารณาญัตติก็ต้องนัดสมาชิกทุกคน ไม่มีเค้า ไม่มีเรา เราทุกคนต้องทำอย่างที่ประธานสภาฯตำหนิเรามา เหตุผลมันบอกไม่ได้ว่าต้องเหมือนกัน โจรทำผิดยังมีเหตุผล และความถูกต้องมิใช่อยู่ที่คนดีทำแล้วมีเหตุผลถูกต้องเสมอไป
นอกจากนี้ นายอรุณ (ขอสงวนนามสกุล) อดีตข้าราชการบำนาญรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนมาร่วมสังเกตการณ์ทั้ง 3 ครั้งจะเห็นว่า เหมือนเล่นเกมกดดันกัน ความจริงหากปล่อยให้สภาเดินไปตามกลไกจะถือว่าสภาแห่งนี้น่ายกย่องในการหยิบยกเหตุผลมาว่ากันในสภา เป็นการเสียดายโอกาสกันอย่างมาก แต่ก็ขอชมเชยว่า ส.ท.ทั้ง 10 คน มีความสามารถ ที่นำเหตุผลมาหักล้าง แต่เสียดายนิดเดียวที่มีกลุ่มการเมืองท้องถิ่นมาอิงแอบ เข้าใจว่าวันนี้ยังไม่ถึงเวลา สมควรเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้มาตีแผ่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง มาแสดงออกเหมือนกับว่าตัวเองโกรธแค้นในเรื่องอะไรที่ไม่ถูกต้อง หรือตัวเองไปรู้เห็นอะไรมา หรือตัวเองไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกัน ความจริงชาวบ้านยุติความเดือดร้อนตั้งแต่น้ำประปาไหลเข้าบ้านแล้ว ส่วนเรื่องการซื้อน้ำเอกชนซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว เป็นหน้าที่ของ ส.ท.ที่จะต้องออกมาคัดค้านในเหตุผลให้ได้ ยอมรับว่า สภาทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่แทนชาวบ้านต่อไป
“สิ่งที่สำคัญประการหนึ่งต้องไม่ลืมว่าเรื่องใดที่ไม่เห็นด้วย ต้องเตรียมเหตุผลไว้เพื่อหักล้างแล้วประโยชน์จะตกอยู่ที่ชาวบ้านอย่างแท้จริง ขอชมเชยการทำหน้าที่อีกครั้ง ส่วนเรื่องโครงการเหล่านี้ สื่อมวลชนตีแผ่ออกไปแล้ว คิดว่าคงไม่กล้าหยิบมาบรรจุในคราวหน้า หรือหากจะหยิบมาก็คงต้องมีระเบียบวิธีที่ถูกต้องอย่างแน่นอน ” นายอรุณ กล่าว

ส่วนรศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ นักวิชาการประจำภาควิชารัฐศาสตร์ สำนักศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า สภาท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะประชาชนเลือกตั้งให้มาทำหน้าที่ การประชุมสภาไม่ได้ถือว่าเป็นความบกพร่อง ไม่ปฎิบัติหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย สมาชิกทุกคนต้องเข้าประชุมสภาไม่มีเหตุผลอื่น สาเหตุที่ไม่เข้าประชุมสภา กลัวอะไร กลัวประชาชน กลัวความจริง ไม่รับเอาความคิดเห็นของประชาชน การไม่ประชุมคือการไม่ทำหน้าที่ของตัวแทน เป็นสภาที่ไม่มีความชอบธรรมจึงเป็นปัญหาในเชิงหลักการ สมาชิกเมื่อเข้ามาอยู่ในสภาต้องมีความเป็นอิสระ ไม่ใช่เป็นสมาชิกที่อยู่ภายใต้การบงการของฝ่ายบริหาร สภาท้องถิ่นส่วนใหญ่สมาชิกจะมาจากทีมเดียวกับฝ่ายบริหาร พอถึงเวลานายกเทศมนตรีก็กดสวิตช์ซ้าย กดสวิตช์ขวา จูงจมูกให้สมาชิกสภาในฝ่ายเดินตามที่นายกเทศมนตรีปรารถนาซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน สมาชิกจะเข้าประชุมก็กลัวชาวบ้าน ขณะเดียวกันก็กลัวนายกเทศมนตรีโกรธ นี่คือความล้มเหลวของสภาท้องถิ่น
“ทุกสภาจะต้องมีความสง่างาม สมาชิกทุกคนเข้ามาแล้วจะเกิดความภาคภูมิในว่าได้ทำหน้าที่ของตนเองที่ได้รับความไว้วางใจมา ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระและมีเหตุผล วันนี้สมาชิกลังความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น กลัวว่าจะเสียชื่อเสียงการทำหน้าที่แบบนี้ของสมาชิกถือว่าไม่สง่างาม สมควรปฎิรูป และเปลี่ยนแปลง เมื่อสภาไม่สามารถทำได้ก็ควรปิดสภาไป เพราะเป็นสภาตรายาง จึงกลายเป็นสภาท้องถิ่นมิใช่กลไกในการแก้ปัญหาท้องถิ่น แต่ย้อนกลับมาเป็นปัญหาท้องถิ่นในเชิงนโยบาย เมื่อสภาท้องถิ่นไม่สามารถทำหน้าที่ได้ก็สมควรยุบไปโดยปริยาย แม้แต่สภาระดับชาติ ไม่สามารถหยิบยกเรื่องของความขัดแย้งระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประชาชนมาพิจารณาในสภาไม่ได้ สภาเหล่านี้คือสภาอันสูงสุด เป็นสภาอันมีเกียรติของบ้านเมือง เป็นองค์กรที่สูงสุดในการพิจารณาเรื่องต่างๆ เมื่อองค์อธิปัตย์ไม่ทำงาน ไม่เป็นกลาง ไม่ถูกต้องก็จะต้องถูกปรับ” รศ.ดร.รงค์กล่าวและว่า วันนี้สภาไม่สามารถทำหน้าที่ทางสภา ในทางการเมืองต้องรับผิดชอบ ความรับผิดชอบมีอยู่ไม่กี่เรื่อง ในระดับชาติคือการลาออก วันนี้ความเสียหายร้ายแรงเกิดขึ้นเมื่อสภาไม่ทำหน้าที่ได้ควรพิจารณาตัวเอง

