เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นายชัยวัฒน์ ศรีการะเกตุ อายุ 46 ปี ชาว จ.อุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างทางต่างระดับจุดตัดรถไฟสาย อต.4006 แยก ทล.1045 หรือสะพานกลับรถเพื่อข้ามจุดตัดรถไฟซึ่งมีเครื่องปิดเปิดอัตโนมัติอยู่แล้ว บริเวณหน้าวัดบ้านน้ำริดใต้ หมู่ 1 ต.น้ำริด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ใช้งบประมาณ 114,780,000.00 บาท ซึ่งเป็นการก่อสร้างด้วยเงินภาษีของประชาชน โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2557 สิ้นสุดวันที่ 13 สิงหาคม 2559 เป็นโครงการของสำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวงชนบท การก่อสร้างน่าจะแล้วเสร็จราว 50 เปอร์เซนต์
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขณะก่อสร้างช่วงแรกที่ยังไม่เห็นป้ายโครงการคิดว่า เป็นการก่อสร้างสะพานอีกจุดหนึ่งเพื่อเชื่อมต่อกับสะพานน้ำริดซึ่งเป็นสะพานคู่กันเพื่อข้ามจุดตัดรถไฟที่มีอยู่แล้ว เพื่อแก้ไขและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนชาว ต.น้ำริด ต.บ้านด่านนาขาม อ.เมืองอุตรดิตถ์ และชาว ต.นานกกก อ.ลับแล ที่เข้าออกทั้ง 3 ตำบล เนื่องจากจุดที่จะลงสู่เส้นทางหลักจะลงบริเวณหัวสะพาน ขณะที่ประชาชนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรที่ต้องการเข้าสู่ตัวเมืองอุตรดิตถ์ก็มักจะขับขี่สวนทางจุดกลับรถใต้สะพาน ซึ่งที่ผ่านมามักเกิดอุบัติเหตุรถชนกันบ่อยครั้ง
“แต่การสร้างสะพานกลับรถเพื่อข้ามทางรถไฟที่ใช้งบประมาณ 114 ล้านบาทเศษกลับไม่ใช่เพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น แต่เป็นการสร้างสะพานเพื่อข้ามทางรถไฟบริเวณจุดตัดหน้าวัดน้ำริดใต้เท่านั้น ทั้งที่จุดตัดแห่งนี้ก็มีเครื่องปิดเปิดอัตโนมัติอยู่แล้ว มองว่าการก่อสร้างสะพานดังกล่าวไม่น่าจะเกิดประโยชน์มากนัก และอาจจะไม่มีประชาชนหันมาใช้สัญจร เนื่องจากยังมีเส้นทางเข้าออกจุดนี้อย่างน้อยอีก 2 เส้นทาง อีกทั้งจุดเริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุดของสะพานข้ามทางรถไฟอันใหม่นี้ก็มีระยะทางที่ยาวมากกว่า 1 กิโลเมตรมีความเป็นไปได้ที่ประชาชนอาจจะไม่ใช้ และหันไปใช้เส้นทางอื่นแทน” นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า หากการนำงบประมาณ 114 ล้านบาทเศษ มาเพื่อการก่อสร้างสะพานข้ามจุดตัดรถไฟเพียงจุดเดียวและเป็นจุดที่เล็กมาก อีกทั้งจุดตัดแห่งนี้ก็มีเครื่องปิดเปิดอัตโนมัติที่ยังสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยหากนำงบประมาณไปก่อสร้างสะพานข้ามอีก จ.อุตรดิตถ์ ประสบปัญหาภัยแล้งแม้จะมีเขื่อนสำหรับเก็บน้ำอย่างเขื่อนสิริกิติ์ก็ยังแล้งอยู่ ดังนั้นงบประมาณ 114 ล้านบาทเศษ น่าจะนำไปเพื่อการแก้ปัญหาภัยแล้ง สร้างแหล่งน้ำให้กับประชาชนน่าจะเกิดประโยชน์กว่า หรืออาจจะนำงบประมาณนี้ไปทำหรือซ่อมแซมถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันจำนวนมากจะดีกว่า

