วันที่ 2 มิถุนายน ที่เขื่อนปากมูล บ้านหัวเห่ว ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลและสำรวจพื้นที่กรณีการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล นำคณะกรรมการจากส่วนกลาง ลงพื้นที่สำรวจสภาพเขื่อนปากมูล โดยมีนายคันฉัตร ตันเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาบริหารจัดการเขื่อนปากมูล ในระดับพื้นที่ รวมถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมลงสำรวจสภาพหน้าเขื่อน สันเขื่อน ประตูเขื่อน บริเวณบันไดปลาโจน และบริเวณพื้นที่ทำการประมงท้ายเขื่อนปากมูล
ม.ล.ปนัดดากล่าวว่า การลงพื้นที่เขื่อนปากมูลในครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่เพื่อรับทราบข้อมูลในพื้นที่จริง ซึ่งจะใช้กำหนดแนวทางร่วมกันทั้งภาครัฐ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชนในแก้ไขปัญหา
สำหรับเขื่อนปากมูล เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ กั้นลำน้ำมูล ใช้ประโยชน์ในด้านการผลิตไฟฟ้า ชลประทาน การประมง รวมไปถึงการคมนาคม ก่อสร้างขึ้นในระหว่างปี 2533-2537 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 6,600 ล้านบาท ตัวเขื่อนมีความสูง 17 เมตร มีประตูควบคุมการระบายน้ำ 8 บาน ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายสิบปี ประสบปัญหาต่างๆ ที่ต้องดำเนินการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งปัจจุบัน ปัญหาต่างๆ ได้คลี่คลายลงไปมากแล้ว โดยภาครัฐได้ดำเนินการชดเชย ทดแทนและช่วยเหลือราษฎร ในพื้นที่รอบเขื่อน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 1,120 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนปากมูลในการเปิดปิดประตูระบายน้ำปัจจุบันมีคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลและสำรวจพื้นที่กรณีการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณาแก้ไขปัญหาในภาพรวม โดยเฉพาะการเปิดปิดประตูเขื่อน จะพิจารณาตามบริบทในภาพรวมปีต่อปี โดยดูจากระดับน้ำเพื่อการเกษตร ชลประทาน การประมง รวมไปถึงการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งช่วงบ่ายคณะกรรมการในชุดดังกล่าวจะได้มีการประชุม เพื่อสรุปความคืบหน้าและจะได้กำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ในประเด็นหลัก 3 ประเด็นคือ การตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการเปิดปิดประตูเขื่อน การตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาการสร้างบันไดปลาโจน และการฟื้นฟูเยียวยา สร้างงานสร้างอาชีพแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่ตามเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีต่อไป

