วันที่ 2 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ดำเนินการจับกุมร้านค้าและผู้ประกอบการ สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างตลาดโรงเกลือเป็นตลาดสากล เป็นการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเข้าสู่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โดยทางจังหวัดสระแก้ว และ ดีเอสไอ ได้ผ่อนปรนให้ผู้ที่ประกอบการและค้าสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ในตลาดโรงเกลือ ถึง 30 เมษายน 2559 เป็นวันสุดท้ายนั้น
จากการตรวจสอบพบว่า ร้านค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ในตลาดโรงเกลือและตลาดใกล้เคียง มีร้านกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปกว่า 1,000 ร้าน นับได้ว่า เป็นแหล่งค้าสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอาคารสีฟ้าซึ่งเป็นอาคารที่มีสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ประเภทรองเท้า กระเป๋า มากที่สุด มีร้านค้ากว่า 300 ห้อง โดยตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกตลาดโรงเกลือ ติดกับเขตแดนไทย-กัมพูชานั้น จากการกวาดล้างจับกุมอย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้ชาวกัมพูชา ที่มีสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หลายรายต้องปิดกิจการ และเริ่มทยอยปิดกิจการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และหลายรายให้ผู้อื่นเซ้งห้องต่อ และกลับไปทำการค้าทำมาหากิน ที่ฝั่งกัมพูชา เนื่องจากชาวกัมพูชาที่ประกอบการค้า มีรายได้ไม่พอจ่ายค่าห้องเช่า จึงจำเป็นต้องปิดกิจการ

นางเนียงสรี มอม แม่ค้าชาวกัมพูชาในตลาดโรงเกลือ กล่าวว่า เดี๋ยวนี้มีคนเข้ามาซื้อสินค้าลดลงมาก วันหนึ่งขายสินค้าได้ 2-3 ชิ้น มีเงินพอซื้อกับข้าวไปวันๆ เท่านั้น แต่เมื่อสิ้นเดือน ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง เหตุการณ์แบบนี้ได้เกิดมากว่า 4-5 เดือนแล้ว ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ไทยทำการจับกุมสินค้าลิขสิทธิ์ เพราะสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ คนไทยส่วนหนึ่งนิยมซื้อมาก เป็นคนที่มีรายได้น้อย แต่อยากได้สินค้าที่มียี่ห้อไปใช้ ถ้าซื้อของแท้มา ราคาจะสูงมาก ทางร้านไม่มีเงินซื้อมากักตุนไว้ และขายไม่ได้ด้วยเพราะราคาแพง คนที่มีเงินน้อยก็ไม่ซื้อ อีกอย่างคนไทยและนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะเดินมาดูเฉยๆ แต่ไม่ซื้อสินค้า เพราะไม่มียี่ห้อ
“แม่ค้า พ่อค้าชาวกัมพูชา ที่ทำการค้าในตลาดโรงเกลือ และที่อาคารสีฟ้า หลายคนคืนห้องเช่าให้กับเจ้าของอาคารแล้ว เพราะขายของไม่ดี รายได้ไม่พอเป็นค่าเช่าห้อง พ่อค้าเหล่านี้จะกลับไปประกอบอาชีพค้าขาย หรือไม่ก็ไปทำไร่ทำนา ที่บ้านเกิดในกัมพูชา ถ้าหากขายของในตลาดโรงเกลือ มีแต่จะขาดทุน และมีหนี้มากขึ้น จึงตัดสินใจคืนห้องให้กับเจ้าของเดิมแล้ว” นางเนียงสรี มอม กล่าว

