เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Jeepsy Richard ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพของเด็กหญิงคนหนึ่ง ที่ได้รับบาดเจ็บที่ตาข้างซ้าย จากขวดโซดาที่กระเด็นเข้าตา โดยผู้โพสต์ระบุว่าผู้ได้รับบาดเจ็บคือลูกสาวของเธอ
โดยข้อความบนโพสต์ระบุว่า “มีกลุ่มครู อาจารย์บางกลุ่มได้นำเหล้าเบียร์โซดา เข้าไปดื่มภายในเขตบริเวณโรงเรียน กินแล้วไม่เก็บ และเพื่อนนักเรียนบางคนได้เห็นขวดโซดาจึงนำมาเปิดเพื่อที่จะดื่ม โดยใช้มีดที่วางอยู่กับขวดทำการเปิด ผลคือ ปากขวดกระเด็นเข้าที่ตาของลูกฉัน! ตอนนี้ตายังมองไม่เห็น 80-90% คือบอด ผอ. และครูในรายวิชานั้นปัดความรับผิดชอบ และมีการพูดว่ามีข้อยกเว้นให้ดื่มเหล้าภายในโรงเรียนได้ ชอบดื่มเหล้ามาก ก็ลาออกจากครูไปนั่งดื่มแต่เหล้าเลยดีมั้ย ถ้าจะเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ ทำตัวแบบนี้ลาออกไปเถอะค่ะ เปลืองภาษีประชาชน!! ฝากเพื่อน ๆ แชร์ด้วยนะคะ” ซึ่งเมื่อข้อความดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อ ๆ กันไปเป็นจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อกับเจ้าของโพสต์ ทราบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บ คือลูกสาวของเธอ ชื่อ ด.ญ.จิรัดดา สีทองสา หรือน้องนาเดียร์ อายุ 14 ปี ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอยางสีสุราช จ.มหาสารคาม ซึ่งคุณแม่ทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ น้องนาเดียร์อาศัยอยู่กับคุณยาย และขณะนี้น้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาสารคาม และแพทย์ได้อนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านแล้ว
โดยนางชไมพร ปินะกะเส อายุ 54 ปี ยายของน้องนาเดียร์ เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยยายได้รับโทรศัพท์จากคุณครูว่าน้องนาเดียร์ได้รับอุบัติเหตุ อยู่ที่โรงพยาบาลยางสีสุราช โดยทางโรงพยาบาลยางสีสุราช ได้ทำเรื่องส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลมหาสารคาม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด จากการสอบถามน้องเล่าให้ฟังว่า ในวันเกิดเหตุ ทางโรงเรียนมีกิจกรรม โดยมีการใช้ลิปสติกวาดที่หน้าของนักเรียน หลังจากเสร็จกิจกรรม เด็ก ๆ ก็ได้มาล้างหน้าที่ด้านข้างหอประชุม ซึ่งใกล้บ้านพักครู โดยเพื่อของน้องนาเดียร์ เห็นขวดโซดาวางอยู่บนโต๊ะ จึงได้ชักชวนกันกิน ขณะนั้นน้องกำลังส่องกระจกอยู่ เพื่อนได้ใช้มีดปลายแหลมที่วางอยู่ข้างขวดโซดา แทงฝา ปรากฏว่า ขวดโซดาระเบิด เศษแก้วกระเด็นเข้ามาบาดที่ตาซ้ายของนาเดียร์ ก่อนที่ครูจะพาน้องส่งโรงพยาบาล มาทราบภายหลังว่าขวดโซดา วางตากแดดอยู่ประมาณ 2 วันมาแล้ว โดยยายได้เดินทางไปที่โรงเรียนเพื่อถามหาคนรับผิดชอบและเรียกร้องค่าเสียหาย โดยทาง ผอ.โรงเรียนบอกว่า เรื่องค่าเสียหาย ทางโรงเรียนไม่มีงบประมาณให้ ต้องไปเรียกร้องกับครอบครัวของคู่กรณี คือเพื่อนคนที่เปิดขวดกระเด็นใส่ตา ทางโรงเรียนมีแต่งบประมาณในการจัดซื้อหนังสือ และทัศนศึกษา โดยน้องนาเดียร์มีประกันอุบัติเหตุอยู่ ก็จะเป็นเรื่องของค่ารักษาพยาบาล และเงินชดเชยนอนโรงพยาบาลเท่านั้น
ซึ่งสิ่งที่ครอบครัวต้องการคืออยากให้ทางโรงเรียนออกมารับผิดชอบว่า เพราะเหตุใดขวดโซดาถึงไปวางอยู่ตรงนั้น มีการดื่มสุราในโรงเรียนจริงหรือไม่ ทั้งๆ ที่ในสถานศึกษาห้ามไม่ให้มีการดื่มแอลกอฮอล์ และอยากให้ทางโรงเรียนออกมารับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวของน้องด้วย
ด้าน ด.ญ.จิรัดดา สีทองสา หรือน้องนาเดียร์ กล่าวว่า ขณะนี้ตาข้างซ้ายยังมองไม่ชัด มองเห็นแต่เลือด ซึ่งกลัวว่าตาจะบอด โดยคุณหมอเปรียบเทียบให้ฟังว่า เหมือนลูกแตงโมแตก ซึ่งโอกาสที่จะกลับมามองเห็นแทบเป็นไปไม่ได้ ในใบรับรองแพทย์ระบุว่า ลูกตาแตก กล้ามเนื้อตาฉีกขาด เปลือกตาฉีกขาด ทางครอบครัวจะพาไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น เพราะมีแพทย์เฉพาะทาง และหวังว่าจะยังคงมีโอกาสกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่งถึงแม้ว่าจะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม
ด้านนายศักดา สวัสดิ์สละ ผอ.โรงเรียนมัธยมยางสีสุราช เขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 26 เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในวันเกิดเหตุ คือวันที่ 18 กรกฏาคม 2562 ได้รับการรายงานจากครูว่า เกิดเหตุนักเรียนเข้าไปในฟาร์มของโรงเรียน ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ของบ้านพักครู โดยปกติเด็กทั่วไปจะทราบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่หวงห้าม จะเข้าได้เฉพาะสมาชิกของฟาร์ม ซึ่งขวดโซดาที่อยู่บนโต๊ะใกล้บ้านพักครู จากรายงานที่ได้รับแจ้ง ทราบว่า ครูได้มีการหมักเนื้อโดยใช้โซดาเป็นส่วนประกอบ ทำให้มีขวดโซดาตั้งวางอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยขวดโซดาได้วางตากแดดไว้ 2 วัน เมื่อเด็กนักเรียนมาพบ และอยากดื่มน้ำโซดา เพื่อนจึงเปิดให้ โดยใช้มีดงัดแบบเฉียง ทำให้เกิดแรงอัด และเกิดระเบิด ปากขวดแตกและกระเด็นเข้าใส่ตาของน้องนาเดียร์
ส่วนกรณีที่ว่ามีการดื่มเหล้าในโรงเรียน ขอชี้แจงว่า ในวันเกิดเหตุ ไม่มีครูคนไหนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโรงเรียน แต่ตาม พรบ.แอลกอฮอล์ ก็มีข้อยกเว้นเรื่องการดื่มเครื่องดื่มในสถานศึกษา เช่น บริเวณบ้านพัก สโมรสร หรืองานประเพณี เป็นต้น
อย่างไรก็ตามเพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ตนได้แต่งตั้งคณะกรรมสืบสวนข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยขอทราบผลโดยเร็วที่สุด ส่วนเรื่องการเยียวยานั้น ทางโรงเรียนได้ทำประกันอุบัติเหตุไว้ ซึ่งจะได้ดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้กับนักเรียน และจะได้ไปเยี่ยมเยือนหากออกจากโรงพยาบาล พร้อมบายศรีสู่ขวัญตามประเพณีอีสาน แต่หากจะให้โรงเรียน และเพื่อนนักเรียนที่เป็นคู่กรณี รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงต้องมีการไกล่เกลี่ยต่อหน้าบุคคลที่สาม ซึ่งอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือคณะกรรมการการศึกษาต่อไป

