หน้าแรก ภูมิภาค เกษตรกรกังวล‘...

เกษตรกรกังวล‘ทุนจีน’ ตะลุยซื้อธุรกิจยางไทย

31.07.19 | 17:24 น.

กลายเป็นเรื่องที่น่าตระหนกอย่างยิ่ง ขณะที่ราคายางพาราของไทยแทบไม่กระดกหัวขึ้น เจ้าของสวนยางหลายแห่งต้องหนีไปทำอาชีพอื่น ตัดสินใจโค่นสวนยางทิ้ง แต่ยังมีชาวสวนยางเดินหน้าสู้ต่อไป และเกิดกระแสที่ส่อถึงอนาคตยางพาราของไทยที่น่าห่วงกว่าเดิม เมื่อมีผู้ประกอบการรายใหญ่จากจีนแห่กันเข้ามากว้านซื้อธุรกิจผลิตยางพารารายใหญ่ของไทยหลายโรงงานและยังมีอีกหลายโรงงานที่อยู่ระหว่างการเจรจา ทำให้สถานการณ์ยางพาราของไทยกำลังอยู่ในกำมือของทุนจีน


ลองฟังความเห็นจากเกษตรกรที่ได้ส่งสัญญาณเสียงดังไปถึงรัฐบาลแล้ว

บุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มนักธุรกิจจีนเข้าซื้อกิจการยางในไทยนานแล้ว เริ่มจากเทกโอเวอร์โรงงานแปรรูปยางพาราขั้นต้น ยางแผ่นดิบเป็นยางแผ่นรมควัน ยางก้อนถ้วยเป็นยางเอสทีอาร์ 20 ก่อนเข้าซื้อกิจการกลุ่มยางพาราส่งออกยักษ์ใหญ่ในประเทศจาก 5 เสือ เหลือ 2 เสือครึ่งแล้ว ซื้อหุ้นกิจการแบบเต็มตัวจนเจ้าของเดิมเหลือหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ที่จีนยังซื้อไม่ได้คือสหกรณ์ชาวสวนยาง เพราะไม่สามารถใช้เงินซื้อได้เหมือนโรงงานแปรรูป

บุญส่งกล่าวว่า ช่วงแรกพวกนี้เข้ามาปั่นราคายางโดยยอมขาดทุนก่อน เมื่อซื้อกิจการได้มากมีอำนาจบริหาร จึงเริ่มเอากำไรคืน เจ้าของเดิมได้แต่ทำตาปริบๆ ทางประเทศจีนสนับสนุนการออกมาลงทุนเพราะเกี่ยวกับอุตสาหกรรมในประเทศเขาเอง เคยพูดเตือนมาเยอะแล้ว ระวังสักวันหนึ่งจะเป็นแบบล้งทุเรียน ล้งมังคุด ในที่สุดต้องมีล้งยางจนได้

Advertisement

“การจะสู้ทุนใหญ่ไม่ใช่ง่าย เกษตรกรเคยเสนอความคิดเห็นไปในช่วง 5 ปีของรัฐบาล คสช.กลับไม่เคยรับฟังเลย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ดูแลโดยรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์จะใช้วิธีประกันราคา คงต้องใช้งบชดเชยมหาศาลที่จะให้ได้กิโลกรัมละ 60 บาท อาจจะได้เพียงช่วงสั้นๆ เสร็จแล้วปีต่อไปต้องหาเงินมาชดเชยใหม่อีก” บุญส่งกล่าว

ทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มทุนจีนกว้านซื้อธุรกิจผลิตยางพาราแปรรูปรายใหญ่ของไทยหลายโรง ระยะยาวจะมีผลกระทบกับราคายางในประเทศมากขึ้น หลังจาก 5 ผู้ประกอบการรายใหญ่ถูกเทกโอเวอร์ คงเปลี่ยนจากสถานะจากเสือเป็นแมว ทำหน้าที่เป็นนายหน้าหาวัตถุดิบโดยกดราคาซื้อให้พ่อค้าจีน

ไม่กี่วันที่ผ่านมารัฐบาลเคยเรียก 5 เสือไปเจรจา แต่ได้รับคำตอบว่ามีการนำยางไปขายในตลาดล่วงหน้าในราคาต่ำ เมื่อราคาขึ้นพ่อค้าจีนก็จำเป็นต้องกดราคาจากเกษตรกร เพื่อไม่ให้ขาดทุน

“ผมนำเสนอคณะอนุกรรมาธิการในยุทธศาสตร์ยางให้รัฐบาลจัดตั้งเป็นบรรษัทร่วมทุนเพื่อสู้กับพ่อค้าจีน จับมือกับ 4-5 ประเทศที่ปลูกยางมากที่สุด และตั้งตลาดกลางยางพาราโลกในประเทศไทยโดยเร็ว เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ว่าหากราคายางที่ซื้อนำไปแปรรูปต่ำกว่าต้นทุนการผลิตจะไม่มีการซื้อขาย เป็นวิธีการเดียวที่จะแก้ไขปัญหาในอนาคต แต่ปัญหาใหญ่เกิดจากโครงสร้างของรัฐไปเอื้อทุนตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน ขณะที่การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของกลุ่ม 5 เสือตั้งแต่อดีต

หากบริษัทจีนแทรกแซงตลาดยางได้ กยท.จะเป็นแค่นายหน้าให้พ่อค้าจีน ที่สำคัญ กยท.เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจบริหารอย่างเด็ดขาด ภายใต้ผลประโยชน์ของชาวสวนยางทั่วประเทศ รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้จีนมีอิทธิพลเหนือตลาดยางพารา ถือดุลอำนาจเหนือรัฐบาล ไม่ให้เกษตรไทยแย่หนักกว่านี้”

ศิวะ ศรีชาย ที่ปรึกษาประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ภาคใต้ตอนบน กล่าวว่า นักลงทุนชาวจีนมีบทบาทในตลาดการค้ายางในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 และขยายบทบาทมากขึ้น ตั้งแต่รับซื้อยางดิบจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกรโดยตรงและขนส่งกลับประเทศจีนเพื่อป้อนอุตสาหกรรมปลายน้ำ

“จีนขยายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ของโลก กว้านซื้ออุตสาหกรรมผลิตยางเพื่อการส่งออก จึงต้องหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพเพื่อป้อนอุตสาหกรรมปลายน้ำ นักลงทุนจีนจึงต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำเพื่อผลิตยางแท่ง น้ำยางข้น และยางแผ่นรมควัน ที่มีคุณภาพตามป้อนอุตสาหกรรม ทำให้นักลงทุนจีนเข้ามามีบทบาทต่อการค้ายางพาราของไทยทั้งในประเทศและนอกประเทศมานานพอสมควร ตลอดจนการลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยางล้อ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ”

ศิวะกล่าวว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมในประเทศไทยมาตลอด จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนจากจีนที่จะเข้ามา หลังจากนักลงจากเอเชียและยุโรปย้ายฐานการผลิตออกจากไทยเป็นส่วนใหญ่ นับว่าเป็นโอกาสดีที่ กยท.และผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายของยางพาราไทย ควรกำหนดทิศทางยางพาราไทย ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจในการผลิตยางที่มีคุณภาพให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยางทั้งภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมเหล่านี้

ทางด้าน ธนวณิช ชัยชนะ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ประธานเกษตรแปลงใหญ่ยางพาราจังหวัดบึงกาฬ และผู้ก่อตั้งบริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด มองว่า ระยะยาวไทยเราเสียเปรียบหนักเข้าไปอีก การเข้ามาของกลุ่มทุนจีนเพื่อซื้อยางพาราตามความต้องการในราคาที่ตัวเองกำหนด ยางพาราไทยจะยิ่งถูกลง ถ้าหากเราควบคุมจีนไม่ได้ พวกนี้จะฮั้วกันเองโดยไม่เห็นแก่เกษตรกรไทย รัฐบาลคงเข้าไปควบคุมไม่ได้ เพราะพ่อค้าจีนไม่ได้เอาเงินของรัฐบาลไทยมาซื้อ

“ขนาดมีแค่ 5 เสือยังแพ้ทุนจีน แล้วต้องมาเจอกับกลุ่มทุนของจีนค้าขายอีก ราคายางพาราไทยหรือราคายางของโลกไม่ได้ถูกลงแต่ที่ซื้อถูกเพราะถูกกำหนดให้ซื้อแค่นี้จากกลุ่มทุนทั้งสิ้น รัฐบาลไทยต้องมีสติ กล้าเจรจากับผู้นำในชาติอาเซียนด้วยกัน ไม่ขายยางให้จีนในราคาต่ำ แต่ตอนนี้ลาว เวียดนาม และเขมร โดนจีนครอบไว้เรียบร้อย ปริมาณยางของทั้ง 3 ประเทศรวมกันเกินโควต้าที่ซื้อกับไทยเจ้าเดียว ต่อไปชาวสวนยางจะลำบาก ถ้ารัฐยังยอมให้ส่งออกยางมากกว่าการใช้ในประเทศ ถ้าเราใช้ยางในประเทศ 50-80% ส่งออก 20-50% ก็น่าจะพอ”

อารี โพธิจันทร์ ประธานสหกรณ์ยางพาราหนองหัวช้าง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ ให้ความเห็นด้วยว่า กลุ่มทุนจากจีนมาซื้อกิจการโรงงานยางพาราในประเทศไทย เป็นเรื่องไม่ส่งผลดีต่อชาวสวนยางทั้งประเทศ เป็นการเข้ามาผูกขาด กำหนดราคายางพาราได้เอง ต่อไปราคายางพาราจะไม่เกี่ยวกับตลาดโลกและตลาดอื่นๆ อีกต่อไป ฝากถึงรัฐบาลใหม่เรื่องยางพาราไม่จำเป็นต้องไปหาตลาดให้มาก หันมาใช้ยางพาราในประเทศให้มากก็เท่านั้นเอง รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยรับรู้ แต่ก็ยังไปง้อกลุ่ม 5 เสือ ยางพารานำมาทำอะไรได้หลากหลายอย่าง ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง หรือจะเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันอีกเยอะแยะมากมายมหาศาล

ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะทำจริง