ผู้สื่อข่าวรายงานภายหลังมีผู้ปกครอง ชั้น ม.5 ร.ร.เบญจมราชูทิศนครศรีธรรมราช ออกมาร้องเรียนสื่อมวลชนถึงการจัดกิจกรรมกีฬาสี ที่นักเรียนชั้น ม.5 ร่วมกระทำพิธีบูชาผีตายาย ซึ่งมีความเชื่อว่าหากทำพิธีบูชาแล้วจะทำให้การแข่งขันกีฬาสีมีความราบรื่นไม่ติดขัดแต่อย่างใดนั้น
ล่าสุดวันที่ 6 มิถุนายน 2559 ภายหลังมีการเผยแพร่ออกทางสื่อมวลชน ได้มีการโพสต์ข้อความหลากหลายทั้งที่เป็นศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ นายอัครรัตน์ โชติรักษ์ ศิษย์เก่ารายหนึ่งเปิดเผยว่า การทำกิจกรรมกีฬาต้องมองที่วัตถุประสงค์ของการจัดงานว่าทำเพื่ออะไร ผู้บริหารโรงเรียนต้องออกมาบอกวัตถุประสงค์ให้ชัดว่าการแข่งขันกีฬาเพื่อความสนุกสนาน มิใช่เอาเรื่องขอไสยศาสตร์มาทำพิธีเพื่อให้ชนะการแข่งขัน การกีฬาเป็นเรื่องของการออกกำลังกาย เพื่อแข่งขันด้วยกำลังและสมอง มีแพ้มีชนะอย่างขาวสะอาดและโปร่งใส มีทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา นอกเหนือจากการแข่งขันมีความรักความสามัคคีในหมู่คณะ มิใช่มาปลูกฝังให้มีความเชื่อแบบนี้
“วันนี้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องต้องออกมารับผิดชอบกับกิจกรรมแบบนี้ ไม่สมควรให้มีเรื่องความเชื่อมาเกี่ยวข้องแบบนี้อันตราย เพราะหากเด็กมีความเชื่อมากๆ อาจจะทำให้เด็กฝังใจเกิดเป็นความทรงจำที่ไม่ดีสำหรับเด็ก ขนาดเรื่องกีฬายังต้องพึ่งไสยศาสตร์แล้วเรื่องอย่างอื่นไม่ต้องพึ่งไสยศาสตร์ด้วยหรือ ผู้บริหารอย่านิ่งเงียบ ต้องออกมาชี้แจงอย่าให้เด็กเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ สมัยตนไม่มีเรื่องแบบนี้ ไม่มีบ้านสี รวมกลุ่มกีฬาสีภายในโรงเรียน ดึกๆ ดื่นๆ จะไม่มีนักเรียนอยู่ในโรงเรียนเด็ดขาด”
ผู้สื่อข่าวรายงานกิจกรรมกีฬาสีของโรงเรียนระดับมัธยมในจังหวัดนครศรีธรรมราชไม่เพียงแต่โรงเรียนเบญจมราชูทิศเท่านั้น การแข่งกีฬาสีจึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยเฉพาะชั้น ม.5 ต้องหาเช่าบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมกับการจัดแข่งขันกีฬาสีภายใน โดยนักเรียนชั้น ม.4 เป็นสต๊าฟเชียร์ เด็กๆ ชั้น ม.5 จะเป็นแม่งานในการจัดกิจกรรม ส่วนเด็กชั้น ม.6 จะเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล เนื่องจากเด็ก ม.6 จะต้องมีเวลาในการเตรียมเข้าศึกษาต่อ กิจกรรมต่างๆ ภายในโรงเรียนจึงตกเป็นหน้าที่ของเด็ก ม.5 ของแต่ละโรงเรียน
เด็กนักเรียน ม.6 รายหนึ่ง ร.ร.กัลยาณีศรีธรรมราช เปิดเผยว่า รู้สึกภาคภูมิใจกับการจัดกิจกรรมกีฬาสีของโรงเรียน เนื่องจากพวกเราจะเป็นพ่องานแม่งานในการดูแลความเรียบร้อยในทุกเรื่อง และผลออกมาแต่ละปีก็ประสบความสำเร็จ ส่วนในเรื่องของการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกสีก็จะกระทำเหมือนกัน เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักษ์รักษาให้พวกเราอยู่เย็นเป็นสุข เนื่องจากเราต้องมาเช่าบ้าน เราจะต้องดูแลพวกเรากันเองไม่ให้มีสิ่งไม่ดีมาทำร้ายพวกเรา ขอให้เราทำงานประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
“พวกเราไม่เคยหวังพึ่งไสยศาสตร์ให้เราชนะ แต่เราต้องการความอบอุ่นทางใจมากกว่า ปีก่อนนี้เรารู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์บางอย่าง เพื่อนของเราถูกรถชนเสียชีวิต เพื่อนของเราบางคนพบกับปัญหา ที่พวกพี่ๆจะต้องไปหาหมอไสยศาสตร์ ไปพึ่งหาดูว่าเราจะฝ่ายพันเรื่องเลวร้ายไปได้หรือไม่ สิ่งหนึ่งที่เราบอกน้องๆเสมอเมื่อเข้าห้องสต๊าฟเชียร์ เราจะต้องเคารพสถานที่เทวดา เจ้าที่เจ้าทาง เพราะพวกเราไปเช่าบ้านอยู่ต่างถิ่น พวกเราเป็นเด็กและมีจิตใจที่อ่อนไหวเมื่อรวมกลุ่มแล้ว ไม่กลัวก็ต้องกลัว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่สิ่งที่เราบอกสื่อออกไปเราไม่ต้องการให้โรงเรียนของเราเดือดร้อน”
นางนวพร อักษรทอง อาจารย์ฝ่ายกิจกรรม รร.กัลยาณีศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ยอมรับว่าปีก่อนๆ นักเรียนแอบออกไปเช่าบ้านเพื่อทำกิจกรรมกีฬาสีจริง ถึงขั้นเกิดเรื่องราวมากมาย เด็กต้องวิ่งมาตามแม่หมออย่างตนเองไปแก้ปัญหาให้ จนในที่สุดเพื่อแก้ปัญหา ในปีนี้ต้องห้ามเด็กไปเช่าบ้านโดยเด็ดขาด ให้นักเรียนใช้พื้นที่ภายในโรงเรียนฝั่ง 2 ซึ่งจัดแบ่งโซนกันเรียบร้อย เด็กๆ ไม่ค่อยพอใจ แต่การให้คะแนนคณะกรรมการระบุไว้ชัด หากออกนอกโรงเรียนจะตัดคะแนน หรือหากจ้างนักเต้นมืออาชีพจาก กทม.มาสอนเต้นให้กับเชียร์ลีดเดอร์ หรือทีมงานก็จะถูกตัดคะแนน ให้ทำให้ความรู้ความสามารถของทีมงาน กีฬาเป็นยาวิเศษที่ทุกคนจะต้องรู้ด้วยตัวเอง
“ปีก่อนๆ ยอมรับผู้บริหารไม่ทราบ แต่เมื่อเกิดเรื่องราวขึ้นก็ต้องรับทราบโดยปริยาย ยกเลิกโดยเด็ดขาด ส่วนใครจะลักลอบออกไปทำข้างนอกอีก จะไม่รับผิดชอบหากเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเราไดทำความตกลงไว้เบื้องต้น อย่างน้อยภายในโรงเรียน ยังมียาม มีบ้านพักครูในโรงเรียน มีครูผ่านไปผ่านมาเรื่องร้ายๆจะลดน้อยลง ที่สำคัญเด็กจะมโนไปเองว่าหากอยู่ใกล้กันก็จะมีการแอบมาลอกเลียบแบบกันในการจัดการเรื่องกองเชียร์ พยายามอธิบายว่าสังคมเล็กๆอย่างพวกเราจะต้องจัดการให้เรียบร้อย ก่อนออกไปสู่สังคมมหาวิทยาลัย”
นักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รายหนึ่งเปิดเผยว่า พิธีกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องที่ลบหลู่ไม่ได้ การก่อตั้งของสถาบันการศึกษาแต่ละที่จะไม่เหมือนกัน เหมือนพวกตนจะเดินทางไปที่ใด พาน้องไปทำกิจกรรมพวกเราก็จะไปไหว้เจ้าที่เจ้าทางของให้กิจกรรมของเราผ่านไปได้ด้วยดีอย่ามีปัญหา และหากพบว่ามีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับกลุ่มพวกเราก็จะหันมาทบทวนกันว่าเราได้กล่าวขอขมาเจ้าที่เจ้าทางหรือไม่ มองว่าน้องๆ ร.ร.เบญจม มิได้มีเจตนาจะเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์อะไรมาก เราต้องยอมรับว่า วันนี้คนไทยยังมีความเชื่อในเรื่องการเคารพเจ้าที่เจ้าทางอยู่ในใจทุกคน จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ทุกคนควรตกใจไป

