เกาะสุกร จ.ตรัง ลุกเป็นไฟ คนร้ายอุกอาจอาศัยความมืด ทุบทำลายอาคารราชการ-โฮมสเตย์-เรือ

ตรังราวบ้านป่าเมืองเถื่อน! เกาะสุกรลุกเป็นไฟ คนร้ายอุกอาจอาศัยความมืด ลงมือทุบทำลายอาคารราชการและโฮมสเตย์ชาวบ้านเสียหาย ก่อนบุกเผาเรือตรวจการณ์วอดทั้งลำ มูลค่าเสียหายเกือบ 6 แสน ชาวเกาะหวาดผวาหนัก บนเกาะเป็นพื้นที่ปิดใครเข้าออกรู้หมด แถมไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ วอน ตร.เร่งจับกุมคนร้าย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนางราตรี จิตรหลัง นายก อบต.เกาะสุกร อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ว่า เมื่อช่วงคืนวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์คนร้ายจำนวนประมาณ 5 คน ได้ลงมือก่อเหตุเข้าทุบทำลายทรัพย์สินทางราชการและของชาวบ้าน ซึ่งได้รับความเสียหายตั้งแต่อาคารสำนักงาน อบต.เกาะสุกร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเกาะสุกร และโฮมสเตย์ ซึ่งเป็นของชาวบ้าน จำนวน 1 หลัง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในพื้นที่หมู่ 4 บ้านหาดทรายทอง ต.เกาะสุกร สภาพโดยทั่วไปถูกทุบทำลายข้าวของ ได้แก่ ประตู และกระจกหน้าต่าง ต่อมาช่วงดึกของคืนวันเดียวกัน กลุ่มคนร้ายซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเดิม ได้ลอบวางเพลิง จุดไฟเผาเรือตรวจการณ์ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางราชการ ของ อบต.เกาะสุกร และเครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย ซึ่งมีมูลค่ารวมแล้วประมาณ 579,000 บาท

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เรือดังกล่าว ทาง อบต.ได้จอดเอาไว้ข้างโรงจอดเรือ ในพื้นที่หมู่ 3 ต.บ้านแหลม โดยที่ไม่มีใครเฝ้าดูแล ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้เห็นว่าไฟได้โหมกระหน่ำเรือดังกล่าวอย่างรุนแรง จึงได้ปรี่เข้ามาช่วยกันดับไฟ แต่ก็ไม่ทันการณ์จนทำให้เหลือแต่ซาก ต่อมาช่วงบ่าย วันที่ 14 ส.ค.นายอรุณ ใจสมุทร อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135 หมู่ 1 ต.เกาะสุกร ซึ่งเป็นคนดูแลเรือลำดังกล่าว ได้รับมอบอำนาจจาก นางราตรี จิตรหลัง นายก อบต.เกาะสุกร เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ จันทร์สุวรรณ์ สว.(สอบสวน) สภ.ปะเหลียน เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย กระทั่งเวลา 14.00 น.เมื่อวานที่ผ่านมา (15 ส.ค.) เจ้าของคดี พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.ตรัง เข้าตรวจสอบเพื่อหาหลักฐาน เชื่อมโยงหาตัวคนร้ายต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม พบว่า เลขเครื่องยนต์เรือไม่ตรงกับเอกสารที่ทาง อบต.เกาะสุกร แจ้งเข้ามา

ขณะเดียวกันชาวบ้านในพื้นที่ต่างหวาดกลัว และไม่สบายใจอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากในพื้นที่เกาะสุกร บ้านทุกหลังคาเรือนจะเป็นคนที่สนิทรู้จักคุ้นเคยกันทั้งหมด มีแต่ความสงบ เป็นพื้นที่ปิด และไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมา ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงลำบากใจแม้แต่ทรัพย์ของทางราชการยังโดนแบบนี้ ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่มุ่งไปในประเด็นของการขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองท้องถิ่น แต่ยังไม่ตัดทิ้งความขัดแย้งระหว่างตัวบุคคล

บทความก่อนหน้านี้‘มิราจ’ ลิมิเต็ด อิดิชั่น แต่งสปอร์ต-เติมทันสมัย
บทความถัดไปฟิลิปปินส์ยังไม่จบ! สนามแข่งซีเกมส์เปลี่ยนอีกหลายกีฬา