‘รมต.วราวุธ’ เดินหน้าหนุนโครงการ ‘นาแห้วโมเดล’ จัดที่ดินทำกินให้ชาวบ้าน อ.นาแห้ว จ.เลย

25.08.19 | 16:22 น.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2562 ที่วัดศรีโพธิ์ชัย บ้านแสงภา ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงพื้นที่ติดตามและตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชน (คทช.) ในพื้นที่ อ.นาแห้ว จ.เลย ตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ ในโครงการ “นาแห้วโมเดล” พร้อมกับการปล่อยแถวขบวนรถยนต์ลำเลียงกล้าไม้มีค่ากว่า 300,000 กล้า เพื่อปลูกป่าในพื้นที่ ลุ่มน้ำชั้นที่ 1,2 โดยมีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ผู้ใหญ่ บ้านกำนัน ชาวบ้านอำเภอนาแห้วให้การต้อนรับ

นายวราวุธ ศิลปอาชา เปิดเผยว่า การที่คนอยู่กับป่า ในโครงการนาแห้วโมเดล นั้นหัวใจสำคัญต้องอยู่ที่จิตสำนึก ซึ่งหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือการอนุรักษ์ผืนป่าที่เรามีอยู่ แต่ในเมื่อเกิดกรณีที่บางครั้งป่ารุกคน คนรุกป่า ปัญหานี้ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เกิดแนวทางโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนขึ้น การทำอย่างไรจะให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ ที่สำคัญที่สุดสถานการณ์อย่างเช่นจังหวัดเลย ที่มีผืนที่ป่าและประชาชนอยู่ในป่า ต้องเรียนรู้ที่จะรักษาและอนุรักษ์ป่า ซึ่งป่าทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ ร่วมกับการอนุรักษ์ ทั้งร่วมเพิ่มการปลูกป่า อย่างเช่นชาวบ้านอำเภอนาแห้ว เป็นการสร้างโมเดลที่ดี และเป็นแบบอย่างได้หลายพื้นที่และหลายๆจังหวัด เพราะคนกับป่าต้องอาศัยร่วมอยู่กันได้ มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าและการทำมาหากิน พร้อมกับการทำไร่ ทำนา ต้องไปร่วมด้วยกันได้ เพียงแต่ต้องไปด้วยเชิงถ้อยทีถ้อยอาศัย เพราะพื้นที่ป่าของประเทศไทยปัจจุบันนั้น ถูกบุกรุกมากขึ้นและมาเพิ่มขึ้นทุกปี จนเกิดการแห้งแล้ง เกิดการน้ำท้วม ซึ่งล้วนแล้วแต่เราถูกรุกป่าต้นน้ำ เราไม่ได้รักษาป่าต้นน้ำ จังหวัดเลยถือว่าเป็นจังหวัดป่าต้นน้ำ ลุ่มแม่น้ำป่าชั้น 1 และชั้น 2 ถือว่าป่าเป็นต้นทุนของประเทศ ดังนั้นวันนี้เราต้องมาช่วยรักษาป่าต้นน้ำ และมาสร้างความเดือนร้อนประชาชนที่อยู่ในป่า และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ถือว่านาแห้วโมเดลเป็นตัวอย่างและเป็นโครงที่สำเร็จคนร่วมอยู่กับป่า

และในส่วนที่กำลังเป็นประเด็นร้อนการบุกรุกป่า ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตนั้น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังให้เจ้าหน้าที่ลงสำรวจที่มาที่ไปของเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่เป็นมาอย่างไร แต่ทั้งนี้ขอให้คำยืนยันไว้เลยว่า ถ้าท้ายที่สุดแล้วพิสูจน์ออกมาแล้วเป็นเอกสารไม่ถูกต้อง คงต้องดำเนินการตามกฎหมาย ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่ของป่าไม้ ผมจะรับประกันได้ผมจะยึดคืนทุกตารางนิ้ว การที่จะแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่า ไม่ว่าที่ไหนไหนประเทศไทยมี 2 วิธี วิธีแรกการถูกใจ วิธีที่ 2 ถูกต้อง การแก้ไขปัญหาที่ถูกใจคือทุบเลย สะใจแน่นอนเร็ว แต่กระบวนการผลติดตามออกมาอย่างมหาศาล กับวิธีที่ถูกต้อง คือการพิสูจน์สิทธิ์การได้มา แต่ต้องใช้เวลา แต่ทั้งนี้ผมจะไม่ยอมให้ใครมารุกที่ป่าแล้วเอามาทำธุรกิจการค้าอย่างอำเภอใจ แต่หากการรุกที่ป่าเหมือนนาแห้วโมเดล ที่คนสามารถอยู่กับกันกับป่าอย่างมีความสุข

Advertisement

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้ แก้ปัญหาคนอยู่ป่าภายใต้นโยบายให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้กำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานตามกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 โดยแบ่งตามระดับชั้นลุ่มน้ำ และระยะเวลาในการเข้าอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่า กำหนดแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ คทช. ในลุ่มน้ำชั้น 1, 2 ที่มีการอยู่อาศัยทำกินมาก่อนมติ ครม. วันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นพื้นที่ที่ประชาชนจะได้รับการจัดระเบียบการใช้ที่ดินเพื่อรับรองสิทธิ์ให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างถูกต้อง โดยต้องอยู่ภายใต้กรอบมาตรการที่กรมป่าไม้กำหนด ทั้งนี้ กรมป่าไม้จะนำร่องการปลูกฟื้นฟูป่าในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย เนื้อที่รวม 1.5 ล้านไร่ ซึ่งจะส่งเสริมให้ปลูกป่า 3 อย่าง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ เป็นเนื้อที่ปลูกป่า จำนวน 306,017 ไร่ กำหนดแนวทางให้ประชาชนปลูกไม้โครงสร้างซึ่งเป็นไม้ประจำถิ่นและเป็นไม้ยืนต้น เช่น สัก ประดู่ ยางนาฯลฯ มีสัดส่วนพื้นที่ 1 ไร่ ต้องปลูกต้นไม้ 200 ต้น แบ่งเป็น ไม้โครงสร้างหลักไม้ประจำถิ่นไม้ยืนต้น อาทิ ยางนาสัก ประดู่ พะยูง ฯลฯ จำนวน 100 ต้น ไม้โครงสร้างรองซึ่งเป็นไม้ปลูกไว้สำหรับกินใบ ผล เช่น ขี้เหล็ก สะตอ ฯลฯ 50 ต้น และปลูกพืชคลุมดินพืชผลทางการเกษตรและเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสงมากให้ผลผลิตเร็วจำพวก กาแฟ หัวข่า ชา ฯลฯ อีก 50 ต้น ให้ประชาชนเป็นผู้ปลูกและดูแลรักษาตามแนวเขตพื้นที่แปลงของตนเองโดยรอบ และห้ามตัดฟันเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้าง ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และประชาชนต้องช่วยดูแล หากพบต้นไม้ต้นใดตายต้องมีการปลูกไม้ต้นใหม่ทดแทนต้นเดิม

“กรมป่าไม้จะสนับสนุนกล้าไม้พันธุ์ดีให้กับราษฎรในพื้นที่นำไปปลูกรวม 5,056,611 กล้า ในอนาคตทุก 5 ไร่ 10 ไร่ ที่มีการถือครอง จะต้องปลูกต้นไม้เป็นแนวขอบแปลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 พื้นที่ 5 ไร่ อย่างน้อย 1 ไร่ หรือ 2 แถวรอบแปลง พื้นที่ 10 ไร่ หรืออย่างน้อย 2 ไร่ หรือ 3 แถวรอบแปลง” อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว