“อธิบดีกรมป่าไม้” ยันแก้ที่ดินเขาค้ออยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล รอชงเข้า คทช.

“อธิบดีกรมป่าไม้”ยันแก้ที่ดินเขาค้ออยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลรอชงเข้า คทช. ยันยึดกรอบเดิมในการพิจารณาช่วยเหลือ กรณีทายาทอดีต รอส.และเจ้าของรีสอร์ทร้องขอความช่วยเหลือ ยินดีรับพิจารณาเป็นรายๆไป

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดระเบียบที่ดินเขาค้อ หลังกรมป่าไม้รับมอบพื้นที่เขาค้อคืนจากทหารว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงและคณะนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)ใหญ่ เพื่อให้พิจารณาตามกรอบที่จะนำเสนอซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายและอยู่ในนโยบายรัฐบาลรวมทั้งมติครม.อยู่แล้ว ฉะนั้นจึงอยู่ระหว่างรอนำเสนอก็อยากให้ข้อมูลตรงนี้ได้รับรู้รับทราบ ในระดับคณะทำงานและระดับคทช.ก่อน เพื่อที่จะให้ได้รับทราบว่ากลุ่มเหล่านี้อยู่ในเป้าหมาย เพื่อที่จะได้เห็นพ้องกันทุกฝ่าย

นายอรรถพลกล่าวว่า แต่ทั้งนี้ไม่ใช่หมายความว่าจะหยุดการดำเนินคดี เพราะเรื่องทั้งหมดตอนนี้ต้องเข้าสู่ขบวนการของคณะทำงาน คทช. ซึ่งในการประชุมคณะอนุ คทช.1 และมี รมว.ทส. เป็นประธาน ก็จะนำเรื่องปัญหาของที่ดินเขาค้อเข้าไปเสนอในที่ประชุมให้รับทราบด้วย หลังจากที่เราได้รับมอบพื้นที่มาจากกองทัพบกแล้ว เรามีแนวหรือมาตรการอย่างไร และจะเสนอให้คนที่เข้าไปอยู่อาศัยอย่างไร เพื่อที่จะให้คณะอนุกรรมการพิจารณาและเสนอเข้าสู่ คทช.ใหญ่ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จึงเป็นไปตามโครงสร้างของขบวนการตัดสินใจภายใต้กรอบของคณะทำงาน

นายอรรถพลยังกล่าวถึงกรณีที่มีทายาทอดีตรอส.เขาค้อและผู้ประกอบการรีสอร์ทที่ถูกดำเนินคดี และอยู่ในชั้นศาลยื่นขอความข่วยเหลือด้านคดีความว่า “เรายึดการทำงานตามกรอบเดิมอยู่แล้ว ใครที่ยังขาดหลักฐานพยานที่ชัดเจนที่คิดว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ตัวเองควรจะมีสิทธิ์ เราก็พร้อมให้ความเป็นธรรมที่จะรับฟัง แต่การที่ให้ความเป็นธรรมไม่ใช่หมายความว่า การพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกรายคงไม่ใช่ เราพร้อมให้ความช่วยเหลือถ้าอยู่ในรถไฟ 3-4 ขบวนของเราที่พูดถึงและตามมติ คทช. ซึ่งก็ชัดอยู่แล้วเพราะว่าเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

“หากเป็นผู้ยากไร้ที่อยู่มาก่อนวันที่ 17 มิ.ย 57 ก็ได้รับการผ่อนผันเข้าสู่กระบวนการคทช. แต่ถ้าเป็นนายทุนที่บุกรุกมาหลังปี 2545 อย่างนี้ก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้น และต้องเป็นบุคคลที่ทำกินอยู่เดิมด้วย ไม่ได้มีสิทธิ์ตกทอดมรดกตามพื้นที่ตรงนั้น ซึ่งตรงนี้เป็นดุลพินิจที่เจ้าหน้าที่ใช้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในแต่ละรายก็ต้องมีการแก้ปัญหาให้ ซึ่งประเด็นนี้ได้พูดคุยกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์แล้วว่า พร้อมจะให้ความเป็นธรรมแต่จะเป็นรายๆไปไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกันหมดซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่เราจะต้องทำ และก็จะติดต่อกับทุกรายที่ยื่นเรื่องร้องเรียน”อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

นายอรรถพลกล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ทางผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 พิษณุโลกไปเรียบร้อยแล้ว ให้รีบติดต่อผู้ที่ยื่นร้องเรียนเหล่านี้ โดยให้กลุ่มคนเหล่านี้มายื่นเอกสารที่สำนักงานศูนย์ป่าไม้เพชรบูรณ์ได้เลย และเอามาดูกันในแต่ละรายเพื่อพิจารณา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นผู้พิจารณาเท่านั้น แต่จะให้คณะกรรมการของจังหวัดมาช่วยดู และนำเข้าคทช.จังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานด้วย ฉะนั้นถ้าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่เราช่วยเหลือได้เราก็จะช่วยเหลือ แต่หากไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ก็ต้องปล่อยไปตามกระบวนการตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีหลักเกณฑ์ และกลายเป็นหลายมาตรฐาน สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็จะต้องถูกร้องเรียน

“ส่วนกลุ่มรีสอร์ทที่เหลืออยู่โดยยังไม่ถูกดำเนินคดีหรือถูกบังคับใช้กฎหมาย และไม่มีอะไรที่จะผ่อนผันได้เลยอันนี้ก็ยังต้องถูกดำเนินคดี เพราะการผ่อนผันคือการดำเนินการตามมติ ครม.วันที่ 30 มิ.ย 2541 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของคทช. ซึ่งมีหลักเกณฑ์อยู่แล้วและได้แบ่งกลุ่มใครอยู่ก่อนปี 2541 และใครอยู่ก่อนหลังปี 2557 โดยคนที่อยู่ก่อนปี 2557 จะได้รับการผ่อนผันเฉพาะผู้ยากไร้และผู้ที่ทำกินอยู่เดิมเท่านั้น แต่ใครที่อยู่หลังปี 2557 อันนี้ไม่ได้รับการผ่อนผันแน่นอน ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานของเราอยู่แล้วที่ได้แบ่งตามกลุ่มรถไฟ 3 กระบวน ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าสงวน”อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

นายอรรถพลยังกล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีการร้องเรียนถึงการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากยังมีรีสอร์ทของนายทุนใหญ่และมีข้าราชการอยู่เบื้องหลัง ยังไม่ถูกดำเนินคดี รวมทั้งยังร้องเรียนทางเจ้าหน้าที่พยายามเยื้อหรือประวิงเวลาไม่ดำเนินคดีด้วยว่า ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติเพียงแต่ว่า คนไหนที่ถูกดำเนินคดีไปก่อน ก็คิดว่าคนที่ถูกดำเนินคดีภายหลังคงจะได้รับการช่วยเหลือ ยืนยันว่าไม่มีการช่วยเหลือ หากกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้มีคุณสมบัติยังไงก็ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วและคงไม่มีใครกล้าจะไปยกเว้นการดำเนินคดี หากเป็นแบบนี้ก็จะมีเกิดขึ้นทั่วประเทศ เพียงแต่คนที่จะไดัรับการช่วยเหลือนั้นต้องอยู่ภายในกรอบกฎหมายและนโยบายกำหนดเท่านั้น ส่วนคนที่อยู่นอกกรอบแล้วจะกลับมาช่วยเหลือคงทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะมีปัญหากันทั้งประเทศ

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ทางคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินเขาค้อที่ทหารขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ มีการจัดแบ่งกลุ่มเป้าหมายจำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม 1 รีสอร์ท-บ้านพักตากอากาศหรู อยู่นอกแปลงที่ดินรอส.และอยู่ในพื้นที่ป่า 135 ราย, กลุ่ม 2 รีสอร์ท-บ้านพักนอกแปลงที่ดินรอส.และอยู่ในพื้นที่ป่า(สำรวจเพิ่มเติม) 358 ราย, กลุ่ม 3 รีสอร์ท-บ้านพักตากอากาศ อยู่ในแปลง รอส. 332 ราย และกลุ่ม 4 รอส.ทำผิดเงื่อนไข 1,052 ราย พร้อมกำหนดแผนและระยะเวลาเปิดปฎบัติการทวงคืนป่าเขาค้อ

กระทั่งนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีเป้าหมายในกลุ่ม 1และกลุ่ม 2 ก่อน โดยมีรีสอร์ทและบ้านพักที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 150 ราย แต่หลังเสร็จสิ้นปิดจ๊อบใน 2 กลุ่มแล้ว ปรากฎว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้ยังไม่ได้ดำเนินการเป้าหมายกลุ่มที่ 3 ซึ่งมีรีสอร์ทใหญ่ระดับ 4-5 ดาว รวมทั้งนายทุนรายใหญ่หรือแม้กระทั่งมีข้าราชการและนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง จนทำใหมีเสียงร้องเรียนถึงการทำงานของคณะเจ้าหน้าที่ว่า ใส่เกียร์ว่างและช่วยเยื้อเวลาให้การนายทุนเหล่านี้

รายงานข่าวแจ้งเพิมเติมอีกว่า ในเวลา 14.30 น.วันนี้(26 ส.ค.) นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นุดประชุมฝ่ายกฎหมายและส่วนราชการที่เกี่ยสข้อง เพื่อพิจารณาเรื่องการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบกิจการที่พักโฮมสเตย์และทายาทอดีต รอส.เขาค้อ ซึ่งถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกป่าเขาค้อ และรุดเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการที่ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยต้องการขอความช่วยเหลือด้านคดีความ ซึ่งต้องการเอกสารการจัดที่ดินเขาค้อตามโครงการ คทช. เพื่อนำไปยื่นแสดงต่ออัยการและศาลเพื่อขอชะลอการพิจารคดี โดยให้เหตุผลว่าอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ถูกดำเนินคดีกลุ่มนี้

บทความก่อนหน้านี้ข้าวเหนียวขายปลีกราคาพุ่ง หลังราคากระสอบขึ้นเป็นกว่า 2,000 บาท
บทความถัดไปประธาน กสถ.ยอมรับผลสอบ อปท.ไม่พอตำแหน่งว่าง รอการบรรจุใน อปท.ทั่วประเทศ