วันที่ 8 มิถุนายน นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า โดยหลักการของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่นี้ มีวัตถุประสงค์หลักคือ 1.เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย 2.เพื่อที่จะเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐ และ 3.เพื่อให้มีการพัฒนาที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังต้องลงไปดูในรายละเอียดอีกมาก เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดเขตเศรษฐกิจใหญ่ๆ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา ส่วนใหญ่จะมีนายทุนต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ให้คนไทยเป็นนอมินีในการถือครองที่ดินแทน ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้มาก ดังนั้น หลังจากที่ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ฉบับนี้ออกมาประกาศใช้ ก็จะทำให้เกิดอาชีพนอมินีถือครองที่ดินเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก โดยนายทุนอาจจะแบ่งที่ดินย่อยออกไม่ให้เกิน 50 ล้านบาท เพื่อเลี่ยงการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ขณะเดียวกันต้องพิจารณาด้วยว่า หากนายทุนซื้อที่ดินไปสมมุติประมาณ 1,000 ไร่ แล้วมีการพัฒนาทำบ้านจัดสรรไปเพียง 100 ไร่ ที่เหลืออีก 900 ไร่ จะต้องรับภาระเสียภาษีส่วนนี้ด้วยหรือไม่ หากเสียภาษีต้นทุนส่วนนี้ก็จะมาตกอยู่ที่ประชาชนปลายน้ำ ซึ่งจะได้ซื้อบ้านไปในราคาแพงกว่าเดิมแน่ เพราะการตั้งราคาปัจจุบันยังเป็นระบบเสรีอยู่
“ส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ปัจจุบันก็เริ่มมีนายทุนต่างชาติเข้ามากว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่ๆ นับพันไร่หลายแห่ง โดยเฉพาะนายทุนจากประเทศจีนที่ซื้อไปทำแปลงเกษตร ปลูกกล้วยหอม ปลูกมะม่วง ซึ่งใช้ระบบนอมินีคนไทยในการถือครองที่ดินแทน ดังนั้นจึงขอฝากเรื่องนี้ไปให้รัฐบาลช่วยดูด้วย จะได้ทำให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” นายทวิสันต์กล่าว

