หน้าแรก ภูมิภาค น้ำใจหลั่งไหล...

น้ำใจหลั่งไหล บริจาคเงินช่วยครอบครัว 13 ศพ น.ศ. วันเดียวทะลุ 2.2 ล้าน

1.10.19 | 13:37 น.

สืบเนื่องเหตุการณ์อุบัติเหตุรถกระบะพลิกคว่ำ ทำให้นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษเสียชีวิต 13 ราย เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา จากนั้นมีการนำศพของผู้เสียชีวิตทั้งหมดกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด จ.ศรีสะเกษ ท่ามกลางความเสียใจของพ่อแม่และญาติ ต่อมา นายประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับ นายอักษรศิลป์ แก้วมหาวงศ์ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ และคณะอาจารย์ เปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ชื่อบัญชี เพื่อนักศึกษาผู้ประสบอุบัติเหตุวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ บัญชีเลขที่ 678-6-17357-8 เพื่อขอรับบริจาคจากทั่วประเทศนำไปช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตนั้น


เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 1 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักอำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ นายสำราญ สีปวน รอง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ได้นำสมุดบัญชีธนาคารดังกล่าวมาให้สื่อมวลชนตรวจสอบ พบว่าภายหลังเปิดรับบริจาคได้เพียง 1 วัน มียอดเงินบริจาคเข้ามาจำนวนกว่า 2,228,663.95 ล้านบาท โดยยังคงมีการบริจาคเงินเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นายประชาคม นายอักษรศิลป์ และคณะอาจารย์ ยังคงออกตระเวนไปเยี่ยมปลอบขวัญ วางพวงหรีดไว้อาลัย และมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่พ่อแม่ญาติพี่น้องของนักศึกษาที่เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ โดยในวันนี้จะเดินทางไปที่ อ.ปรางค์กู่ อ.วังหิน และ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ

นายสำราญกล่าวว่า จากการเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับเปิดบัญชีธนาคารเพื่อขอรับบริจาคเงินช่วยเหลือ ตนเห็นว่าเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลที่อาจจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ ท่าน ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ตน และคณะอาจารย์ทุกคนพร้อมรับคำแนะนำ ซึ่งการเปิดบัญชีรับบริจาคเงินขึ้นมานั้น เป็นช่องทางหนึ่งในการเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศและองค์กรต่างๆ ได้เข้ามาให้การช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิต ถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือทุกวิถีทางที่เราจะทำได้ เพื่อเป็นการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกคนอย่างดีที่สุด โดยบัญชีธนาคารที่เปิดขอรับบริจาคนี้จะมีการหารือกันว่าจะปิดบัญชีในเร็วๆ นี้ เพื่อนำเงินบริจาคทั้งหมดไปให้การช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกคนต่อไป

นายสำราญกล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่า พ่อแม่ ญาติ ของนักศึกษาที่เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือครอบครัวละประมาณ 500,000 บาทเศษ โดยจะได้รับเงินจากสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา รายละ 100,000 บาท เงินประกันชีวิต รายละ 100,000 บาท กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากรถ รายละประมาณ 100,000 บาท และจากเงินที่ได้รับบริจาคอีกประมาณรายละ 200,000 บาทเศษ ซึ่งในส่วนของเงินที่ได้รับบริจาคนั้น อาจจะมีการแบ่งเป็นให้นักศึกษาปัจจุบันรายละ 70 เปอร์เซ็นต์ และศิษย์เก่าที่เสียชีวิตรายละ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยจะยังมีการช่วยเหลือจากบริษัทต่างๆ ที่แสดงความจำนงจะให้การช่วยเหลือนักศึกษาที่เสียชีวิตเข้ามาด้วย โดยเงินบริจาคทั้งหมดจะนำไปมอบให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตในวันที่ประกอบพิธีฌาปนกิจ วันที่ 3 ตุลาคม 2562 ซึ่งจะมีการจัดคณะอาจารย์แบ่งสายกันนำเอาเงินไปมอบให้และเพื่อช่วยดูแลในงานศพทุกศพด้วย

Advertisement

“การเปิดบัญชีธนาคารขอรับบริจาคเงินนี้ มีคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายจากนายอักษรศิลป์ แก้วมหาวงศ์ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ จำนวน 3 คนด้วยกัน ประกอบด้วย นายสำราญ สีปวน รอง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ นางพัชรินทร์พันธ์ เอมรัตน์ หัวหน้างานการเงิน และนายกัมปนาท พระสุพรรณ หัวหน้างานกิจกรรมนักศึกษา โดยการเบิกถอนเงินนั้นจะต้องลงนามเบิกถอน 2 ใน 3 คน และจะต้องได้รับการอนุมัติจาก ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษเท่านั้นจึงจะเบิกถอนเงินได้ ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 13 ราย เป็นนักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ จำนวน 10 ราย เป็นศิษย์เก่า 2 ราย ที่ไปทำงานอยู่อู่ซ่อมรถ ซึ่งนักศึกษาที่เสียชีวิตไปฝึกงาน รวม 12 ราย และเป็นช่างของอู่ จำนวน 1 คน บ้านเกิดอยู่ที่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ส่วนกรณีนายสุประชัย วรรณทวี อายุ 20 ปี นักศึกษาที่เสียชีวิตนั้น เป็นเด็กเรียนดี ความประพฤติดี และเป็นนายกองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าประธานนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ โดยนายสุประชัย หรือมอส ได้รับเลือกตั้งจากเพื่อนนักศึกษาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น และได้เรียนแผนกวิชาช่างยนต์ สาขาวิชาเคาะและพ่นสีตัวถังรถยนต์ ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานเป็นอย่างมาก” นายสำราญกล่าว

ด้านนายสุชาดา วรรณทวี อายุ 42 ปี ชาว ต.หนองแก้ว อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ แม่ของนายสุประชัย กล่าวว่า ขณะนี้ตนยังทำใจไม่ได้ต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของน้องมอส คิดถึงน้องมอสซึ่งเป็นลูกเพียงคนเดียวของครอบครัวตลอดเวลา ตนอยากขอให้กรณีของน้องมอสเป็นกรณีสุดท้ายในการเกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ และขับรถด้วยความเร็วสูง เนื่องจากเป็นการทำให้ชีวิตของคนที่เป็นอนาคตของชาติและเป็นที่รักของครอบครัวต้องสูญเสียไปอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตนขอฝากไปยังทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องว่า ขอให้กวดขันในเรื่องเมาแล้วขับ และการขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดด้วย เพราะว่าไม่อยากให้เกิดการสูญเสียเหมือนลูกชายของตนอีกต่อไป