ตร.บึงกาฬแถลงผลคดีทำร้ายร่างกายในห้องฉุกเฉิน เพิ่มเป็น 6 ข้อหา-ค้านประกันตัว

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 8 ตุลาคม พล.ต.ต.พลัฏฐ์ (พระ ลัด) วิเศษสิงห์ ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ ร่วมกับ นพ.ชัชวาลย์ ฤทธิ์ฐิติ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ นายจำรัส กังน้อย ปลัดจังหวัด ร่วมแถลงผลคดีกลุ่มวัยรุ่นบุกรุมทำร้ายคู่อริที่ห้องฉุกเฉิน รพ.ปากคาด ต.ปากคาด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ พร้อมตั้ง 6 ข้อหากับ 2 วัยรุ่นที่เข้าไปทำร้ายร่างกายอริในห้องฉุกเฉิน ซึ่งสามารถติดตามตัวทั้ง 2 คนมาดำเนินคดีได้แล้ว พร้อมกับนำตัวส่งอัยการฝากขังและคัดค้านการประกันตัว จากดุลพินิจของอัยการให้ประกันตัวไปแล้ว 1 ราย ในวงเงิน 100,000 บาท หลังจากแถลงผลคดีเสร็จสิ้นได้ร่วมประชุมกับหัวหน้าสถานีตำรวจทุกแห่งในท้องที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ

ย้อนอ่าน : ตร.บึงกาฬ ไม่เอาผิดโจ๋บุกทำร้ายอริกลางห้องฉุกเฉิน ชี้ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ 

สำหรับแนวทางในการดำเนินคดีนั้น หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสอบปากคำเจ้าหน้าที่ในวันเกิดเหตุไว้เป็นพยาน สอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมเพื่อนำมาพิจารณาประกอบคดี ในส่วนของ รพ.ปากคาด ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ ถึงแม้จะพบว่าเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลไม่ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินของทางราชการไม่ได้รับความเสียหาย แต่พฤติการณ์ของกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวเป็นพฤติการณ์อุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง อีกทั้งทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ตลอดจนผู้ที่มารับการรักษาแตกตื่นตกใจกลัวกับเหตุการณ์ดังกล่าว กระทั่ง นพ.จรูญ สุรารักษ์ ผอ.โรงพยาบาลปากคาด เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายศิวกร เทพจำปา อายุ 21 ปี และนายยศพล บุญหล่อ อายุ 19 ปี ในฐานความผิดเกี่ยวกับการร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ (ห้องฉุกเฉิน) โดยใช้กำลังประทุษร้ายในเวลากลางคืน และข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้วตามคดีอาญาที่ 196/2562

พล.ต.ต.พลัฏฐ์กล่าวว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้ก่อเหตุโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย ถือเป็นพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรง เรื่องนี้ทางตำรวจได้ให้ความสำคัญกับภาพที่ออกสื่อไปครั้งแรก ปรากฏว่ามีการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดไป ขอชี้แจงว่านั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการดำเนินการ ณ ปัจจุบันนี้ทางตำรวจและโรงพยาบาลจะดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำผิดนี้จำนวน 6 ข้อหาคือ 1.ร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายผู้อื่นในเวลากลางคืน 2.ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย 3.ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ 4.ร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ 5.ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และ 6.ร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัว ก่อความเดือดร้อนรำคาญ

“จากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุให้ผู้บาดเจ็บที่มารอรับการรักษาเกิดความตกใจและไม่ได้รับการรักษา ซึ่งเราพิจารณาแล้วว่าการกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ค่อนข้างรุนแรง เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างกับกลุ่มบุคคลอื่น เราถึงได้ดำเนินคดีในขั้นเด็ดขาด ซึ่งทาง สภ.ปากคาด ได้เรียกตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน มาแจ้งข้อหาเพิ่มเติมตาม 6 ข้อหานี้ และได้นำตัวผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลจังหวัดบึงกาฬฝากขัง โดยคัดค้านการประกันตัว ขอให้พี่น้องประชาชนให้ความสบายใจได้ว่าตำรวจเราเอาจริง และจะไม่ยินยอมให้การกระทำลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ”

นพ.ชัชวาลย์กล่าวว่า จากนี้ในตอนกลางคืนทุกโรงพยาบาลจะขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจตราลงบันทึกเหตุการณ์ทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีเทศกาลจะขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลประจำอยู่โรงพยาบาล หากมีกำลังน้อยก็ขอให้มาตรวจตราถี่มากขึ้น ซึ่งหากมีเหตุเกิดขึ้นก็จะระงับเหตุได้ทัน ซึ่งต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็วหลังแจ้งไปไม่นาน

ด้านนายจำรัส กังน้อย ปลัดจังหวัด กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายสนิท ขาวสอาด ให้เข้ามาร่วมประชุมหารือแนวทางการป้องกัน ในส่วนของการปกครองนั้น จะได้ประสานงานไปที่นายอำเภอทุกอำเภอให้ประสานงานกับผู้กำกับหรือหัวหน้าสถานีให้ประชุมชี้แจงกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชรบ.หมู่บ้าน ให้ดูแลลูกหลานโดยเฉพาะเด็กเยาวชน หากพื้นที่ไหนมีการจัดงานให้ตำรวจประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ อส.จากอำเภอเข้ามาช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและประชาชน เพื่อป้องปรามไม่ให้เป็นชนวนก่อเกิดความรุนแรงเหมือนเหตุการณ์นี้

บทความก่อนหน้านี้“K-POP FESTA IN BANGKOK” ปรับผังใหม่-จัดให้ใกล้ชิดกว่าเดิมเพิ่มเติม “ไฮทัชทุกที่นั่ง”
บทความถัดไปอำนาจ การเมือง อำนาจ ของ ‘กอ.รมน.’ ยุคหลัง ‘เลือกตั้ง’ (คลิป)