สมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 วอนรัฐบาลขยายกรอบเวลายกเลิก 3 สารพิษไปก่อน รอจนกว่าจะมีตัวใหม่มาทดแทน ยันอ้อย ส่งผลิตน้ำตาล ไม่ได้กินโดยตรง เชื่อสารไม่ตกค้างจากอ้อยแน่
วันนี้ 18 ต.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 ต.ท่ามะกา อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี โดยนายกำธร กิตติโชติทรัพย์ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม อาทิ นายปารเมศ โพธารากุล นายสายชล ตันมันทอง นายเสกสรร จงวัฒนาไพศาล นายนราธิป อนันตสุข ผู้จัดการสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 ประชุมหารือกรณีที่จะมีการยื่นหนังสือให้กับนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ในวันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 62 ที่ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อส่งเรื่องถึงรัฐบาลให้ประกันราคาอ้อย 1,000 บาทต่อตัน
โดย นายนราธิป อนันตสุข ผู้จัดการสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงผลกระทบที่มีต่อชาวไร่อ้อย กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เซ็นต์อนุมัติยกเลิกสาร 3 ชนิดประกอบด้วย พาราควอต, ไกลไฟเซต, และ คลอร์ไพรีฟอส ว่า การที่กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายยกเลิกใช้สารทั้งสามชนิดนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเราก็ได้หารือกันในระดับของชาวไร่อ้อยทั้งประเทศแล้ว และได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีแล้วว่าชาวไร่อ้อยได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับชาวไร่อ้อย สำหรับสารคือเราใช้เป็นหลักมีสองอย่าง เช่น ใช้สำหรับการฆ่าหญ้า ฆ่าวัชพืช
การที่จะหาแรงงานหรือไปใช้เครื่องจักรแทนก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุน ซึ่งทางออกกรณีที่จะยกเลิกสารดังกล่าว ควรมีกรอบระยะเวลาให้กับเกษตรกรในการเตรียมตัว อีกประการหนึ่งต้องมีสารตัวใหม่เข้ามาทดแทน ในราคาที่ต้นทุนต่ำกว่า และมีคุณภาพเทียบเท่ากับสารที่จะทำการยกเลิก โดยเราจะมีหนังสือเวียนไปยังหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องให้ทราบถึงปัญหาในเรื่องของการยกเลิกสารทั้งสามชนิด
ในส่วนของอ้อยใช้เวลาปลูก 1 ปี ซึ่งจะฉีดยาฆ่าหญ้าเพียงครั้งเดียวในช่วงเพาะปลูก ดังนั้นจะแตกต่างจากพืชไร่ชนิดอื่นๆ เช่น ผักผลไม้ที่กินโดยตรง และช่วงที่ออกผลผลิตใช้เวลาไม่นานก็จะต้องฆ่าหญ้าและแมลงอยู่ตลอด ขณะที่อ้อยไม่ได้กินเป็นอ้อยสด โดยเรานำไปผลิตน้ำตาลเป็นหลัก ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการปลูกพืชผักที่บริโภคโดยตรงที่อาจมองว่าอันตรายกว่า สำหรับการใช้สารฆ่าหญ้ากับวัชพืชในไร่อ้อยนั้น เราใช้เฉพาะช่วงการปลูกอ้อยเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะไม่มีตกค้างอีกแล้ว แต่สามารถทำให้ต้นอ้อยหน่ออ้อยที่มีวัชพืชที่เป็นอุปสรรคต่อความเจริญเติบโตของอ้อยนั้นลดลงไปเป็นต้น
ซึ่งเชิงนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วได้ทำเอาไว้ดีอยู่แล้ว ส่วนสารตัวอื่นที่จะนำมาทดแทนนั้นเรายอมรับว่ายังมองไม่เห็น หรืออาจจะมีแต่ว่าราคาแพง ในสภาวะผลผลิตที่ตกต่ำ สารตัวใหม่ถ้ามีเราก็ไม่รู้ว่าประสิทธิภาพจะดีเท่ากับสารตัวเดิมหรือเปล่า
นโยบายเดิมของกระทรวงเกษตรฯ ที่เคยปฏิบัติอยู่ก่อนหน้านั้นก็พยายามควบคุมการใช้ทั้งผู้ซื้อ ผู้ใช้ และผู้ขาย เป็นต้น ซึ่งได้มีการอบรมไประดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเลิก ฉะนั้นการที่จะเลิกสารเหล่านั้นตนอยากเสนอแนะว่าต้องมีระยะเวลาในการเตรียมการแก้ไขปัญหาพวกนี้ก่อน เช่น เรื่องของสารตัวใหม่ที่จะนำมาทดแทน และราคาจะต้องอยู่ในระดับเดียวกัน
อย่างไรก็ตามเกษตรกรชาวไร่อ้อยอยากขอให้รัฐบาลพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากยกเลิกก็ขอให้มีกรอบระยะเวลาให้กับชาวไร่อ้อย จนกว่าจะมีสารตัวใหม่มาทดแทน และสารจะต้องมีประสิทธิภาพ รวมทั้งราคาจะต้องเท่าเทียมกันกับของเดิมด้วย


