ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ‘นายกเล็กอุตรดิตถ์’ นำเครื่องจักรหลวงเอื้อประโยชน์ผู้รับเหมา

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิด นายสำราญ เอื้อจิรวาณิชย์ รักษาการนายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ ฐานเป็นข้าราชการการเมืองระดับท้องถิ่น มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบัง ทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งอำนาจโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

โดยความผิดดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลเป็นการปฏิบัติการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยและสวัสดิภาพของประชาชน ละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือมีความประพฤติในทางจะนำมา ซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่งหรือแก่เทศบาลหรือแก่ราชการตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 73 ซึ่งทางสำนักงาน ป.ป.ช.มีหนังสือแจ้งให้ทางกระทรวงมหาดไทยรับทราบ และทางกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณา และส่งเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณา และมีความเห็นชอบดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์พิจารณาดำเนิน การตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

นายธนากร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ออกคำสั่งจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ 15396/2562 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2562 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของนายสำราญ เอื้อจิรวาณิชย์ นายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ โดยมีนายพิภัช ประจันเขตต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานกรรมการสอบสวน

นายพิภัช กล่าวว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัยกับนายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ หรือนายสำราญนั้น เป็นไปตามกระบวนการของทางราชการ มีเงือนไขและระยะเวลาของการสอบสวนเอาผิดทางวินัยอยู่ยึดหลักตามกฎเกณฑ์ของ กพ.เป็นหลักควบคู่กับคำประกาศของผู้บริหารท้องถิ่นจะเร่งดำเนินการสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อสรุปเรื่องแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์รับทราบ และแจ้งต่อกระทรวงมหาดไทยต่อไป

ขณะที่นายสำราญ กล่าวเพียงสั้นๆว่า เตรียมเอกสารชี้แจงกับทางจังหวัดอุตรดิตถ์แล้ว และเตรียมตั้งทนายความต่อสู่คดีในชั้นศาลต่อไป


ทั้งนี้ กรณีที่นำไปสู่การชี้มูลความผิดนายสำราญของ ป.ป.ช.นั้น หลัง นายสิทธิชัย เจริญธนะจินดา อดีตนายกเทศมนตรีตำบลท่าเสา อ.เมืองอุตรดิตถ์ ได้นำภาพคลิปวิดีโอรถบรรทุกสิบล้อและรถยนต์บรรทุกขนาดหกล้อ ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งรวมจำนวน 3 คัน กำลังขนดินจากการขุดลอกเพื่อวางท่อระบายน้ำในโครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ข้างตลาดเทศบาล 5 เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ เป็นงบประมาณจากกรม บัญชีกลาง จำนวน 21 ล้านบาทเศษ มาดำเนินการก่อสร้างโครงการนี้ โดยนำดินไปทิ้งบริเวณที่ดินว่างเปล่าของนักธุรกิจคนหนึ่งบนเนื้อที่ 8 ไร่ จำนวน 45 แปลง ทำให้ชาวบ้านได้ความเดือดร้อนจากฝุ่นดินที่ถมปลิวเข้าบ้าน ช่วงฝนตกลงมาน้ำไหลเข้าบ้านจากการถมดิน จนเป็นเหตุให้มีการตรวจสอบที่มาของการขนดิน

พร้อมทั้งทำการบันทึกภาพวิดีโอที่มีผู้บริหารเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์คนหนึ่ง ยืนสั่งการเจ้าหน้าที่ให้นำอุปกรณ์เครื่องมือ อาทิ รถแบ็คโฮชนิดขุด และตักดิน ติดโลโก้ตราสัญลักษณ์เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ และข้อความเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ กำลังเกลี่ยและปรับสภาพผิวดินหลังมีการวางท่อระบายน้ำไปบางส่วนแล้ว พร้อมนำรถน้ำสีแดง ชนิดเดียวกับรถดับเพลิง มีข้อความเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ติดอยู่ด้านข้าง ถูกนำมาใช้งานเพื่อรดน้ำให้กับดินในโครงการดังกล่าว

โครงการนี้เป็นงานรับเหมาก่อสร้างของบริษัทเอกชน แต่มีการนำเครื่องจักรกลของหน่วยงานภาครัฐมาใช้งานเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทรับเหมางาน เข้าข่ายความผิดทุจริตต่อหน้าที่และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานะเป็นเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี โทษทางวินัย ด้านปกครองปลดออกหรือไล่ออกจากราชการทันที

นายสิทธิชัย นำภาพและคลิปที่บันทึกได้ ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องแรกร้องเรียนกล่าวหา นายสำราญ นำเครื่องจักรกล นำทรัพย์สินของทางราชการไปเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมา โดยยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. จ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 พร้อมทั้งเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานทีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์ กล่าวหา นายสำราญ นำดินขุดเหลือ และหมดความจำเป็นไปเอื้อประโยชน์ให้กับหรือผู้อื่น ซึ่งไม่เกี่ยวกับทางราชการ โดยแจ้งความร้องทุกข์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 ไม่เพียงเท่านี้ ยังได้นำเรื่องดังกล่าวแจ้งให้ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จ.อุตรดิตถ์ รับทราบด้วย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมด

บทความก่อนหน้านี้“เอพี” โกยรายได้กว่า 2.2 หมื่นล. พร้อมตุนแบคล็อกอีกกว่า 5.5 หมื่นล.
บทความถัดไป‘สิทธิชัย-โบบูร์’ ถึงมาเก๊าพร้อมตะบันหมัด 15 พ.ย. ตั๋วเกลี้ยงแล้ว