‘สุวัจน์’ ชี้ปมสภาพัฒน์แถลง ศก.ไทยโต 2.6% เรื่องปกติ เผย ‘ดล เหตระกูล’ ลาออก กมธ.ป.ป.ช.ไม่มีอะไรในกอไผ่

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวถึงกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศปรับลดประมาณการอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ประเทศไทยปี 2562 เหลือ 2.6 ว่า การปรับลดจีดีพีเป็นเรื่องปกติของตัวเลขที่คำนวณออกมา ซึ่งเราอาจจะคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะบวกหรือลบ เมื่อผลออกมาเป็นเช่นไรก็ควรที่จะบอกกล่าวให้คนไทยทั้งประเทศได้รับรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปปรับองค์กร หรือรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งจีดีพีที่ถูกปรับลดลงมาก็มีหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น อาจจะเป็นยุคที่เศรษฐกิจโลกถดถอย เกิดสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา กรณีเบร็กซิทของอังกฤษ และค่าเงินบาทที่แข็ง จึงส่งผลกระทบกับธุรกิจภาคส่งออก รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง เพราะเมื่อค่าเงินบาทแข็งทำให้ต่างชาติไม่ค่อยอยากมาเที่ยวประเทศไทย เนื่องจากค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น

นายสุวัจน์กล่าวว่า ดังนั้น เราต้องนำปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มาปรับใช้ว่าประเทศไทยจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้พี่น้องในประเทศสามารถอยู่กันได้ หากดูตัวเลขจีดีพีต้องมาดูว่าจะสามารถหาตลาดใหม่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ เช่น การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ หากอะไรเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับประเทศชาติก็ควรดำเนินการเร่งด่วน เพราะขณะนี้เรากำลังอยู่ในยุคปฏิวัติอุสาหกรรมครั้งที่ 4 เป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ดังนั้นประเทศไทยต้องพยายามทำเศรษฐกิจในประเทศให้เข้มแข็งก่อน เพราะที่ผ่านมาเราไปพึ่งพาแต่การส่งออกต่างประเทศ เมื่อต่างประเทศมีปัญหาเราก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงทันที แทนที่เราจะส่งเสริมเศรษฐกิจในต่างประเทศอย่างเดียว ก็ควรทำควบคู่กันไปทั้ง 2 อย่าง

นายสุวัจน์กล่าวว่า โอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ถ้าสิ่งใดดีก็ทำ แต่อย่าลืมโอกาสการลงทุนในประเทศด้วย เพราะการลงทุนในประเทศทำให้เราสามารถสร้างฐานการผลิต สร้างงานให้กับคนไทย และสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง เหมือนอย่างนโยบายชิมช้อปใช้ที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ตนเห็นว่าดีมาก เพราะเป็นการส่งเสริมให้คนไทยได้ท่องเที่ยวในประเทศไทย เงินทองก็จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย และไม่รั่วไหลไปต่างประเทศด้วย เหมือนในอดีตที่เราเคยใช้คำว่า ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ แต่สิ่งหนึ่งที่ตนคิดว่าทุกรัฐบาลต้องดูแลคือเศรษฐกิจรากหญ้า คนยากคนจน พี่น้องเกษตรกร เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ถึงแม้ว่าตัวเลขจีดีพีจะถูกปรับลดลง แต่คนระดับรากหญ้าเขายังอยู่ได้ เมื่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้น เศรษฐกิจของไทยก็จะกลับฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) พ้นสภาพการเป็น ส.ส.นั้น นายสุวัจน์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว ตนไม่มีความเห็นอะไร ส่วนเรื่องที่นายดล เหตระกูล เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ กมธ.ป.ป.ช.นั้น ตนคิดว่านายดลอาจจะอยากไปทำงานที่กรรมาธิการคณะอื่น เพราะก่อนหน้านั้นก็เคยมาบอกกับตนว่าอยากจะออกไปทำอยู่กับคณะกรรมาธิการอื่น แต่บางทีการจัดตัวลงไปทำงานในคณะกรรมาธิการช่วงแรกอาจจะไม่ลงตัว ได้ไปอยู่ในคณะกรรมาธิการที่ปรารถนา เพราะแต่ละคนก็จะมีความถนัดที่แตกต่างกัน ซึ่งตนคิดว่าคงจะไม่มีอะไรซับซ้อนไปมากกว่านี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊นท์’ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชหลังรับมงกุฎ มิสอินเตอร์เนชั่นแนล ปลื้มเป็นมงคลสูงสุดชีวิต
บทความถัดไปจากแล็บสู่นวัตกรรม ‘ถุงพลาสติกสลายตัวได้’ ประเดิมใช้จริง ‘กาชาดสีเขียว 2562’