หน้าแรก ภูมิภาค 3ผู้ต้องหา รุ...

3ผู้ต้องหา รุมต่อย-เตะลุงวัย52ปีน่วม เข้ามอบตัวยอมรับผิด อ้างไม่พอใจถูกทวงค่าจ้าง

23.11.19 | 13:48 น.

ปทุมธานี3ผู้ต้องหารุมต่อยเตะลุงวัย52ปีเข้ามอบตัวยอมรับผิดไม่พอใจหลังถูกทวงค่าจ้าง


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ที่สานีตำรวจภูธรสวนพริกไทย อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พล ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รอง ผบช.ภ.1 ได้แถลงข่าว 3 ผู้ต้องได้มามอบตัวหลังถูกเจ้าหน้าที่กดดัน จากคลิปรุมทำร้ายร่างกาย นายสมบัติ นิยมมาก อายุ 52 ปี ชาว ม.5 ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ได้รับบาดเจ็บตามที่เป็นข่าวได้นำเสนอไปแล้ว

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1, พล ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รอง ผบช.ภ.1, พล ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี สั่งการให้ พ.ต.อ.พงศ์พัชร์ แจ้งหมื่นไวย์ ผกก.สภ.สวนพริกไทย ให้ทำการสืบสวนติดตามจับกุมผู้ที่ร่วมก่อเหตุทำร้ายร่างกาย นายสมบัติ นิยมมาก ตามที่สื่อสังคมออนไลน์ได้โพสคลิปวิดีโอและลงข่าวตามสื่อต่างๆ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจของประชาชน เหตุเกิด บริเวณซอยบริษัทกรุงเทพน้ำทิพย์ หมู่ 7 ต.สวนพริกไทย อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลาประมาณ 11.50 น.

จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่าผู้ที่ปรากฏตามภาพในคลิปวิดีโอ มีจำนวน 4 คน ดังนี้ 1.นายธันวา หรือบิ๊ก ทรัพย์สินไพบูลย์ อายุ 30 ปี  ต.บางปรอก อ.เมือง จ.ปทุมธานี  2.นายไพโรจน์ หรือหมุด สีทอง อายุ 34 ปี ต.สามโคก อ.สามโคก จ.ปทุมธานี 3.นายรามัญ หรือดำ คงแป้น อายุ 27 ปี  ต.บางขะแยง อ.เมือง จ.ปทุมธานี และ 4.น.ส.นันท์นภัส ทิพย์กังวานวงศ์ อายุ 31 ปี ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.สวนพริกไทย ได้ติดตามกดดันผู้ก่อเหตุจึงได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวเพื่อต่อสู้คดีตามกฎหมาย จำนวน 3 คน คือ 1.นายธันวา หรือบิ๊ก ทรัพย์สินไพบูลย์ 2.นายไพโรจน์ หรือหมุด สีทอง 3.นายรามัญ หรือดำ คงแป้น ส่วน น.ส.นันท์นภัส ภรรยาของนายธันวาหรือบิ๊ก ไปร่วมงานแต่งงานของญาติที่ จ.หนองบัวลำภู เมื่อเสร็จงานจะรีบกลับมาเข้าพบเจ้าพนักงานตำรวจต่อไป

Advertisement

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
พฤติการณ์แห่งคดี เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2562 นายสมบัติ นิยมมาก ผู้เสียหาย ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแจ้งว่าเมื่อวันที่ 21 พ.ย.2562 ได้นัดเจรจากับนายธันวาหรือบิ๊ก เรื่องค้างค่าจ้างแรงงานของญาติที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดปทุมธานี เมื่อตกลงและจ่ายเงินค่าจ้างกันเรียบร้อยแล้วได้ขับรถยนต์ออกจากตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดปทุมธานี พร้อมภรรยาและลูก

ขณะขับรถถึงบริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าว ได้มีนายธันวาหรือบิ๊ก ขับขี่รถยนต์กระบะ ทะเบียน กท-1514 ปทุมธานี มากับ น.ส.นันท์นภัส หรือแอม ภรรยานายธันวา และนายรามัญหรือดำ คงแป้น ส่วนนายไพโรจน์หรือหมุด สีทอง ขับขี่รถจักรยานยนต์ ทะเบียน 4กค-345 กทม. นำหน้ารถยนต์เก๋งผู้เสียหาย เมื่อถึงที่เกิดเหตุ นายไพโรจน์หรือหมุด ได้หยุดรถจักรยานยนต์ขวางทางเดินรถของผู้เสียหาย

นายธันวา หรือบิ๊ก หยุดรถปิดท้ายรถผู้เสียหาย จากนั้นนายธันวา ลงจากรถมากระชากประตูรถผู้เสียดึงตัวผู้เสียหายลงจากรถ นายรามัญ ลงจากรถเข้าร่วมจับล็อกแขนผู้เสียหายไว้ นายธันวา ได้ใช้หมัดชกและใช้เท้าแตะทำร้ายผู้เสียหายจำนวนหลายครั้ง(ปรากฏตามภาพวิดีโอคลิป) จากนั้นผู้ก่อเหตุขับรถหลบหนีไป

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2562 นายธันวาหรือบิ๊ก นายไพโรจน์หรือหมุด และนายรามัญหรือดำ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามกดดันอย่างหนักจึงทนไม่ไหว ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ พนักงานสอบสวนได้รับตัวและแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คนตามกฎหมายไว้แล้ว มูลเหตุที่กระทำผิดในครั้งนี้ นายธันวาหรือบิ๊ก รับสารภาพว่าไม่พอใจและโกรธนายสมบัติ ผู้เสียหาย ที่ได้นำเรื่องค้างค่าจ่ายค่าแรงของญาตินายสมบัติ มาแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองปทุมธานี จึงร่วมกันกระทำผิดดังกล่าว

ด้าน พล ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รอง ผบช.ภ.1 กล่าวว่า เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุที่เผยแพร่ทางโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่เหิมเกริมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ลุแก่อำนาจ ซึ่งผู้เสียหายก็อายุมากแล้ว เบื้องต้นได้สอบถามทราบว่ามีบางส่วนที่รับสารภาพ บางส่วนให้การภาคเสธ แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นคำให้การของผู้ต้องหา ตนได้สั่งให้พนักงานสอบสวน สอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลเหตุที่แท้จริงในประเด็นที่ว่าทำไมถึงก่อเหตุ แล้วมีพฤติการณ์อย่างนี้ทำให้สังคมเดือดร้อน และขอบคุณผู้ที่ถ่ายคลิปขณะเกิดเหตุไว้ ถ้าไม่มีภาพคลิปเราคงไม่เห็นเหตุการณ์ที่อุกอาจแบบนี้ มีการต่อยประมาณ 8 ครั้ง เตะ 9 ครั้ง มีเพื่อนผู้ก่อเหตุล็อกตัวให้ทำร้าย ล้มลงยังซ้ำเติมอีก ฝากถึงผู้เสียหายและญาติผู้เสียหายวันนี้เราจะดำเนินคดีให้ความเป็นธรรม หากผู้เสียหายอยากให้ตำรวจดูแล สามารถติดต่อมาได้ ทางตำรวจจะดูแลความปลอดภัยให้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ต้องขอบคุณฝ่ายสืบสวนที่ติดตามและกดดันได้เร็ว เพราะสังคมติดตามและจับจ้องการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องมากกว่านี้ให้ดำเนินการทั้งหมด