หน้าแรก ภูมิภาค โรคยางใบร่วงช...

โรคยางใบร่วงชนิดใหม่ ระบาดตรังนับหมื่นไร่ กยท.เร่งใช้โดรนพ่นยาฆ่าเชื้อ

23.11.19 | 14:50 น.
sdr

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน บริเวณแปลงยางพาราของนางปณิตา จินตโภคิน อายุ 62 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพารา ชาวหมู่ที่ 7 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว ซึ่งประสบปัญหาโรคยางพาราใบร่วงสายพันธุ์ใหม่ ทีมนักวิชาการ กยท.ได้ผนึกกำลังกันลงพื้นที่เร่งแก้ปัญหา นำโดยนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร กยท.พร้อมด้วย นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง นางอารมณ์ โรขน์สุจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี และนายพยุงศักดิ์ อภิรัตนกุล ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จ.ตรัง พร้อมกับการเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีเคลื่อนที่ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคยางพาราใบร่วงสายพันธุ์ใหม่ รวมทั้งสาธิตวิธีการใช้สารเคมี และการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทั้งด้วยวิธีการพ่นด้วยเครื่องทั่วไป และด้วยวิธีการบินโดรน ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหา รวมทั้งตัวแทนเจ้าหน้าที่การยางแห่งประเทศไทยจาก 6 จังหวัดภาคใต้ตอนกลาง และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เดินทางมารับฟังปัญหา แนวทาง และวิธีการแก้ไขปัญหา รับมือกับโรคในยางพาราชนิดใหม่ที่กำลังระบาดในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง และตอนกลาง ประกอบด้วย จ.นราธิวาส ,จ.ยะลา ,จ.พังงา และจ.ตรัง และกำลังขยายวงกว้างเรื่อยๆ ซึ่งถือเป็นโรคใหม่ที่รุนแรงและกำลังซ้ำเติมปัญหาให้กับชาวสวนยางที่ประสบปัญหาราคายางตกต่ำอยู่แล้วเป็นอย่างมาก ที่น่าตกใจคือ เชื้อดังกล่าวติดได้กับทุกพืช ผัก ผลไม้ ทุกฝ่ายควรเร่งกันศึกษาและร่วมกันแก้ไข ไม่เฉพาะในยางพาราแล้วเท่านั้นในส่วนของจังหวัดตรังพบว่าเชื้อโรคดังกล่าวกำลังขยายพื้นที่การลุกลามไปเรื่อยๆ โดยเชื้ออยู่ในระยะฟักตัวคาดว่านับหมื่นไร่

 

นายสุขทัศน์ กล่าวว่า การบินโดรนฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อรา ในครั้งนี้ ไม่ได้ยืนยันว่าวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ เชื้อดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และเป็นครั้งแรกที่ กยท.นำเทคโนโลยีนี้มาให้เกษตรกรได้เรียนรู้ พร้อมกับพนักงาน แต่ในเวทีนานาชาติ ก็ใช้วิธีพ่นด้วยโดรน เครื่องพ่นแรงดันสูง เครื่องพ่นลมที่ติดกับรถไถ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่นำไปตัดสินใจใช้ในพื้นที่ เพื่อเร่งแก้ปัญหาช่วยเหลือเกษตรกร โดยตอนนี้พื้นที่ที่รุนแรงที่สุด คือ จ.นราธิวาส รองลงมา จ.พังงา ระบาดเป็นหลักหมื่นไร่ และจังหวัดตรัง ในวันนี้ ทางผอ.กยท.ยืนยันแล้วว่า ขณะนี้ไม่ใช่หลักพันไร่แล้ว แต่อยู่ระหว่างที่ต้นยางติดเชื้อกำลังฟักตัวแต่ยังไม่แสดงอาการคงเป็นหมื่นไร่ ทั้งนี้ ในส่วนของการยาง ขณะนี้กำลังเร่งทำงาน ทั้ง 1.การประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ลักษณะอาการของโรค หากพบให้แจ้งเจ้าหน้าที่ กยท.ในพื้นที่ทันที 2.การอบรม สาธิตในลักษณะนี้ขยายไปในทุกจังหวัด ทั้งนี้ ในส่วนของ กยท.จะช่วยเหลือด้วยวิธีการบินโดรนพ่นยาฆ่าเชื้อจังหวัดละ 300 ไร่ และจะมีการอุดหนุนสารเคมีให้แก่เกษตรกร พร้อมกับให้ความรู้ ส่วนการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย ขาดรายได้ ทาง กยท.เตรียมเสนอบอร์ด กยท.พิจารณาต่อไป ส่วนการจะประกาศเป็นเขตภัยพิบัติในพื้นที่ที่ประสบปัญหาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด โดย กยท.แต่ละจังหวัด ได้รายงานผู่ว่าฯทุกจังหวัดที่ประสบปัญหาแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กยท.จึงต้องหาวิธีการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางอารมณ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ศึกษาอย่างละเอียด เก็บตัวอย่าง พบว่าเชื้อราดังกล่าวนี้ ติดเชื้อกับพืชทุกชนิดแล้ว ทั้งพืชผัก ผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ รับเชื้อตัวนี้ได้ทั้งหมด ดังนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของ กยท.อย่างเดียวแล้ว ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน สั่งทุกพื้นที่เร่งสำรวจ และรายงาน เพื่อเร่งกำจัดป้องกันการลุกลาม เพราะถือเป็นโรคที่รุนแรงกับชาวสวนยาง ทำให้ใบร่วงเกือบ 100% ขณะที่น้ำยางหดหายไปประมาณ 50 – 60% และหากกำจัดหรือควบคุมไม่ได้อาจส่งผลต่อลำต้นทำเปลือกแห้งได้ สร้างผลเสียต่อพื้นที่สวนยางพารา และเกษตรกรจะได้รับความเดือดร้อนอย่าง

นายกฤษดา กล่าวว่า ขณะนี้พบการระบาดของโรคยางพาราใบร่วงชนิดใหม่แล้วรวม 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.นราธิวาส ,จ.ยะลา, จ.พังงา และจ.ตรัง เนื้อที่รวมแล้วประมาณ 400,000 ไร่ ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทยเป็นห่วงพี่น้องประชาชน จึงมีการกำหนดมาตรการต่างๆออกมาทั้งมาตรการเร่งด่วน ระยะกลาง ระยะยาว แต่ขณะนี้ต้องใช้มาตรการเร่งด่วนในการกำจัดเชื้อและควบคุมพื้นที่ที่เป็นแล้วให้เร็วที่สุด ทั้งการให้ความรู้เจ้าหน้าที่ กยท.,เกษตรกร, สถาบันเกษตรกร ถึงวิธีการสังเกตโรค เทคนิคการใช้สารเคมี จึงมีการสาธิตวิธีการกำจัดโรคโดยการใช้โดรนในการฉีดพ่นสารเคมี โดยสารเคมีที่ใช้ก็ผ่านการพิจารณาแล้วว่าไม่ส่งผลเสียต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม