หนึ่งเดียวในประเทศ! นทท.แห่ชม ‘พระอาทิตย์อัสดง’ ฟังตำนานพญากูปรี ที่ศรีสะเกษ

ตำนานพญากูปรี

หนึ่งเดียวของประเทศ! นทท.แห่ชม ‘พระอาทิตย์อัสดง’ ฟังตำนานพญากูปรี ที่ศรีสะเกษ

ตำนานพญากูปรี – เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผาพญากูปรี ตั้งอยู่ริมถนนสายบ้านแซรไปร – ช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ห่างจากจุดผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา ช่องสะงำ ประมาณ 4 กม. เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม เนื่องจากว่า บริเวณนี้เป็นหน้าผาสูงชันที่มีความสวยงามตามธรรมชาติอยู่บนเทือกเขาพนมดงรักที่เป็นแนวชายแดนกั้นระหว่างไทย – กัมพูชา โดยประธานมูลนิธิหลวงปู่สรวง ได้จัดให้มีการประดับตกแต่งรอบบริเวณอย่างสวยงาม มี “รูปปั้นกูปรี” ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินดินด้านหน้าของหน้าผา มีการนำเอาหินโบราณอายุกว่า 170 ล้านปีมาจัดเป็นสวนหินสวยงาม

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ไปกราบไหว้สรีระสังขารของหลวงปู่สรวงที่วัดไพรพัฒนา นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้เดินทางมายังจุดชมวิวพญากูปรี เพื่อเที่ยวชมความสวยงามของผาพญากูปรีและเฝ้าชมพระอาทิตย์ที่กำลังอัสดงเริ่มลอยต่ำลงลับขอบฟ้าที่เป็นทิวเขาพนมดงรัก โดยจากจุดที่เป็นหน้าผาสูง นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ธรรมชาติของต้นน้ำห้วยสำราญที่กั้นระหว่าง อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ กับ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ โดยต้นน้ำห้วยสำราญเป็นลำห้วยสำคัญที่ไหลลงไปสู่ตัว จ.ศรีสะเกษ เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคหล่อเลี้ยงประชาชนชาวศรีสะเกษ

หินโบราณอายุกว่า 170 ล้านปี

พระครูโกศลสิกขกิจ หรือ “หลวงพ่อพุฒ วายาโม” ประธานมูลนิธิหลวงปู่สรวง เจ้าคณะอำเภอภูสิงห์ (ธ.) และเจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา กล่าวว่า บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของกูปรี ซึ่งเป็นสัตว์ป่าจำพวกวัว กูปรี หรือ โคไพร เป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน 15 ชนิดของประเทศไทย และอยู่ใน Appendix I ตามอนุสัญญาไซเตส เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายกับกระทิงและวัวแดง ปัจจุบันกูปรีเป็นสัตว์ป่าหายากกำลังใกล้จะสูญพันธุ์หมดไปจากโลก เนื่องจากการถูกล่าเป็นอาหารและสภาวะสงครามในแถบอินโดจีน
ส่วนของไทยเคยมีรายงานว่าพบกูปรีอยู่ตามแนวเทือกเขาชายแดน ไทย-กัมพูชา และลาว ล่าสุด เมื่อปี 2525 มีรายงานพบกูปรีในบริเวณเทือกเขาพนมดงรักแห่งนี้ กูก็คือ “โค” ปรีก็คือ “ป่า” เป็นแหล่งกำเนิดของโคป่า กูปรีจะมีรูปร่างที่สันทัดสวยงามหล่อมาก ตามตำนานเล่าว่า ก่อนหน้านี้ประมาณปี 2502 ได้มีพระธุดงค์ไปปักกรดอยู่ข้างหนองระหาร อยู่ห่างจากผาพญากูปรีนี้ประมาณ 1 กม.จะมีหนองน้ำใหญ่ สัตว์ป่าทุกชนิดจะมากินน้ำอยู่ที่หนองระหารแห่งนี้ กูปรีฝูงนี้ก็จะมากินน้ำที่หนองน้ำนี้เช่นกัน ซึ่งพระธุดงค์จะมองเห็นว่า กูปรีเป็นสัตว์ที่สวยงามมาก

พระครูโกศลสิกขกิจ กล่าวต่อไปว่า ต่อมาปี 2510 นายพรานคนหนึ่งได้ไปเจอกับกูปรีฝูงนี้ที่หนองน้ำระหารแห่งนี้ นายพรานพบว่า หัวหน้าฝูงของกูปรีกลุ่มนี้มีความสง่างามเป็นอย่างมาก ทำให้นายพรานไม่กล้าที่จะยิงเพราะเห็นว่า สัตว์ที่สง่างามควรที่จะอยู่ในป่าผืนนี้ต่อไป และได้กลับใจเลิกเป็นนายพรานไปตลอดชีวิต

ต่อมาปี 2518 ประเทศกัมพูชามีการสู้รบกันและมีเขมรแดงหนีภัยสงครามเข้ามาพักเป็นค่ายอพยพบริเวณนี้จำนวนมาก และได้ใช้น้ำจากหนองระหารเพื่ออุปโภคบริโภค ทำให้สัตว์ป่าพากันหวาดกลัวหนีไปอยู่ทางบ้านนาตราว น้ำตกวังยาวหรือวังใหญ่ กูปรีและสัตว์อีกกลุ่มหนึ่งก็ลงมากินน้ำที่ลำห้วยสำราญ ซึ่งลำห้วยสำราญจะเป็นสายน้ำหลักไปจนถึง จ.ศรีสะเกษ เรียกว่าห้วยสำราญก่อนนี้ยังไม่มีเขื่อน กูปรีได้มากินน้ำจากห้วยสำราญและกินดินโปร่ง เพราะว่ารอบหน้าผาบริเวณนี้จะมีดินโปร่งเยอะมาก หลังจากกูปรีกินน้ำและกินดินโปร่งแล้วจะพากันปีนหน้าผาบริเวณนี้ขึ้นไปบนที่สูง

ดังนั้น จึงได้เรียกหน้าผานี้ว่า ผาพญากูปรี ความสวยงามของหน้าผารวมทั้งเทือกเขาเป็นแนวยาว ทางราชการจึงได้มาสร้างอ่างเก็บน้ำ เป็นอ่างเก็บน้ำห้วยสำราญ ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ซึ่งสวยงามและสามารถเชิดชูว่า

“จุดชมวิวผาพญากูปรีแห่งนี้เป็นหนึ่งเดียวของประเทศ เพราะพญากูปรีมีที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น”

บทความก่อนหน้านี้คมนาคมคุมเข้มปลอดภัยช่วงปีใหม่ รองรับเดินทางพุ่ง 16.43 ล้านคน
บทความถัดไป2563 เศรษฐกิจไทยยังไม่ ‘เผาจริง’ ? ปากท้อง-การเมือง เรื่อง (แก้) รัฐธรรมนูญ