มท.2 ตรวจคลื่นถล่มสงขลา ระโนดอ่วมบ้านพัง 5 ราย กระทบ 500 ครัวเรือน เล็งสร้างเขื่อนหินทิ้งลดแรงคลื่น

เมื่อเวลา 15.00น. วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ที่บริเวณชายฝั่งบ้านศาลาหลวงบน หมู่ที่ 10 ต.ท่าบอน อ.ระโนด จ.สงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา รองประธานคณะทำงาน รมช.มหาดไทย นายอำพล พงศ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายเชาวลิต นิฒรรัตน์ หัวหน้าสำนักงาน ปภ.สงขลา มูลนิธิท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย และคลื่นกัดเซาะบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 5 ราย ได้แก่ นางตุ่น เจริญศรี อยู่บ้านเลขที่ 102 นายแคล้ว เซ่งเส้ง บ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 3 , นายเชย ชูสุวรรณ บ้านเลขที่ 15/1 , นางอุทัย เกตวงศ์ บ้านเลขที่ 23/1 หมู่ที่ 10 และนายจำนงค์ ยาวทอง บ้านเลขที่ 83/1 หมู่ที่ 10 ต.ท่าบอน อ.ระโนด จ.สงขลา

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ได้นำความห่วงใยจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มายังพี่น้องประชาชนที่ประสบวาตภัย และคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้บ้านเรือนได้รับความเสียหายบางส่วน และเสียหายทั้งหลัง ขณะนี้จังหวัดสงขลาได้ประกาศภัยพิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ว เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้น สาธารณประโยชน์ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง

“เบื้องต้น สำนักงาน ปภ.สงขลา อบจ.สงขลา และอบต.ท่าบอน ได้ให้ความช่วยเหลือ ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาว จะนำข้อมูลไปเสนอต่อ รมว.มหาดไทย และประสานกับอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาทั้งระบบ อาจทำเขื่อนหินทิ้ง เพื่อลดความรุนแรงของคลื่น” นายนิพนธ์ กล่าว

นางจิราพร ยาวทอง อายุ 46 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 83/1 หมู่ที่ 10 ต.ท่าบอน ผู้ได้รับผลกระทบบ้านเรือนได้รับความเสียหายทั้งหลัง กล่าวว่า เหตุการณ์คลื่นกัดเซาะชายฝั่งบริเวณนี้เกิดขึ้นทุกปี แต่ปีนี้มีความรุนแรงมาก ทำให้บ้านได้รับความเสียหาย แต่โชคดีที่ก่อนเกิดเหตุ ตนและครอบครัวอพยพออกไปก่อน ทำให้ไม่มีใครบาดเจ็บ มีเพียงของบางส่วนได้รับความเสียหายเท่านั้น

นายชวลิต กล่าวว่า เหตุการณ์วาตภัย และคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 5 หลัง ถนนผิวจราจรลูกรังถูกคลื่นกัดเซาะได้รับความเสียหาย 3 สาย กว่า 6,300 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 2,3,4,5,9 และ 10  ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 500 ครัวเรือนกว่าพันคน

บทความก่อนหน้านี้‘ทิชา’ ชี้ ความอดทนสิ้นสุด! การต่อต้านเป็นหน้าที่ จวกหลายมาตรฐานจนไม่มีมาตรฐาน
บทความถัดไป‘กรมพลศึกษา’ ชวนตอบคำถามเคาต์ดาวน์ ‘กีฬานักเรียนนักศึกษา’ ชิงของรางวัล