“สมชาย” อาจารย์ มช. ชี้ชุมนุมแฟลชม็อบ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ บอกกฎหมายชุมนุมที่สาธารณะมีปัญหาตีความกว้างขวาง ให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไป แค่ชุมนุมชูป้ายประท้วงคนเดียวยังถูกดำเนินคดี แนะแก้-ตีความอย่างชัดเจน ปลุกเจ้าหน้าที่อย่ากลัวผู้มีอำนาจ สั่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ลั่นไม่รู้จักแอดมิน-ไม่ไปร่วมกิจกรรม ด้านผู้การฯ เชียงใหม่เผยตั้งรองผู้การฯ ฝ่ายสอบสวน-ความมั่นคง ดูแลคดีแล้ว
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ในฐานะหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย เผยกรณีตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่ใช้เฟซบุ๊กชื่อ สมัชชาแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย ฐานไม่ขออนุญาตจัดชุมนุมแฟลชม็อบในที่สาธารณะ ที่ข่วงท่าแพ วันที่ 14 ธันวาคม หรือ 2 วันที่ผ่านมา ว่าการชุมนุมของกลุ่มดังกล่าวที่ ชักชวนประชาชนไปชุมนุมในที่สาธารณะ ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ หากการชุมนุมดังกล่าว เป็นการชุมนุมด้วยความสงบ ไม่ล่วง ล้ำสิทธิบุคคลอื่น ปราศจากอาวุธ และไม่ก่อความรุนแรง สามารถทำได้ แต่มีปัญหาด้านการปฏิบัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ตีความอย่างกว้างขวางไม่ชัดเจน และให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่มากเกินไป ทำให้กฎหมายดังกล่าวกระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนที่ต้องการแสดงออก อย่างสงบและสันติ

“ปัจจุบันประชาชนที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ แทบไม่มีเวที หรือพื้นที่แสดงออกอย่างสงบและสันติมากนัก แม้มีการเลือกต้้งเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และมีรัฐบาลบริหารประเทศแล้ว แต่ประชาธิปไตยดังกล่าว เป็นบรรยากาศที่คุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชนและสังคม ของกลุ่มผู้มีอำนาจปกครองประเทศ โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด กับกลุ่มผู้ที่ต่อต้านหรืออยู่ตรงข้ามผู้มีอำนาจ ในขณะที่ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล หรือผู้มีอำนาจ จะได้รับการยกเว้น หรือเลือกปฏิบัติในทางกฎหมายที่ไม่เท่าเทียมและเสมอภาคกันมากขึ้น” นายสมชายกล่าว

ดังนั้นควรมีการแก้กฎหมาย และตีความการชุมนุมในที่สาธารณะอย่างชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากการชุมนุมในที่สาธารณะบางกรณี มีผู้ชุมนุมชูป้ายประท้วง หรือคัดค้านเพียงคนเดียว ก็ถูกดำเนินคดีจากกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นอยากให้ผู้ที่บังคับใช้กฎหมาย ควรเป็นกลางและทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวต่อผู้มีอำนาจ หรือใบสั่งที่ต้องการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ยิ่งทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

“วันหนึ่งอาจเปลี่ยนขั้วอำนาจหรือผู้บริหารประเทศ จึงกังวลการกระทำของผู้บังคับใช้กฎหมาย อาจได้รับผลกระทบย้อนหลัง หรือถูกเช็กบิลได้ ส่วนผู้มีอำนาจ ที่เรียกร้องความปรองดอง สามัคคี ไม่แบ่งฝ่ายนั้น เป็นเพียงวาระกรรมเพราะไม่สามารถปฏิบัติได้จริง มองว่าเป็นการต่อสู้หรือแข่งขัน เพื่อให้ได้ประโยชน์ หรือได้เปรียบในเชิงการเมืองเท่านั้น” นายสมชาย กล่าว

นายสมชายกล่าวอีกว่า ส่วนตัวไม่ทราบ และไม่รู้จักกลุ่มสมัชชาเสรีแห่ง มช.เพื่อประชาธิปไตย ไม่รู้ว่าใครเป็นแอดมินเพจดังกล่าว ไม่ทราบว่ามีใครไปร่วมชุมนุมบ้าง และไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างใด
พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ที่ดูแลการสอบสวน และรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ฝ่ายความมั่นคง เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนสรุปสำนวนดำเนินคดีกับเพจดังกล่าวแต่ไม่ได้กำหนดเวลาให้ปิดสำนวนคดีเมื่อไร เพราะต้องละเอียดรอบคอบ แต่สั่งให้รายงานความคืบหน้าคดีดังกล่าวทุกระยะเท่านั้น

