ต้นแบบ ‘ฐานเกษตรยางพารา บุรีรัมย์’ ผลิตยางคุณภาพ GMP ป้อนตลาดพรีเมียม

สถานการณ์ราคายางพารา ยังอยู่ในภาวะขาลงต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และจนถึงฤดูการผลิตปีนี้ ราคาก็ยังดิ่งเหวลงอยู่ในระดับ 5-6 กิโลกรัม/ 100 บาท แม้ว่าในปัจจุบัน รัฐบาลจะมีมาตรการประกันราคาจ่ายส่วนต่างให้กับชาวสวนยาง ทว่าก็ไม่สามารถที่จะดึงราคายางขึ้นมาได้ แต่ราคากลับร่วงยกแผง ทั้งยางก้อนถ้วยที่ผลิตมากในภาคอีสาน ภาคเหนือ ยางแผ่นดิบ และยางแผ่นรมควัน ขณะนี้ ยางก้อนถ้วยตกต่ำลงไปอยู่ที่ 17-18บาท/กก. ยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 อยู่ที่ 36-40 บาท/กก.

นอกจากราคายางดิ่งเหวแล้ว ปีนี้ชาวสวนยางยังโชคร้าย ประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ปรากฎว่าต้องเลื่อนเวลาเปิดกรีดยางออกไปและย่นเวลาปิดกรีดเร็วขึ้น โดยปกติจะเปิดกรีดช่วงเดือนพฤษภาคม-กุมภาพันธ์

แต่ภัยแล้งกระหน่ำ จึงเลื่อนมาเปิดกรีดในเดือนมิถุนายน และหลายพื้นที่ในโซนอีสานล่าง อาทิ จ.ชัยภูมิ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ เป็นต้น จะเริ่มปิดกรีดในเดือนธันวาคมนี้แล้ว เพราะน้ำยางไม่ไหล หากฝืนกรีดต่อไปจะทำให้ต้นยางตาย ฉะนั้น จึงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อครอบครัวของชาวสวนยางพารา เนื่องจากรายได้หายไปกว่า 60 % ภาระหนี้สินเพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงสมาชิกของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรต่างๆ ไม่สามารถนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มชาวสวนยางใจสู้ที่มีความพยายามพลิกวิกฤตเป็นโอกาสและยึดแนวทางการตลาดนำการผลิต โดยได้คิดค้น “วิธีการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา” จนประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ “กลุ่มเกษตรกร ฐานเกษตรยางพารา” ตำบลดงอีจาน อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันกลุ่มฯ ฐานเกษตรยางพารา มีสมาชิกประมาณ 200 ราย เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยางพาราคุณภาพ มาตรฐาน GMPเกรดพรีเมียม จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ 1) ยางเครพบางสีน้ำตาล ชั้นพิเศษ(Crepe-P) โดยการยางแห่งประเทศไทย ให้การรับรองมาตรฐาน GMP เป็นรายแรกของประเทศและของโลก 2) ยางแผ่นรมควัน ชั้นพิเศษ (RSS-P) ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP เป็นรายแรกของภาคอีสาน และเป็นรายที่ 9 ของประเทศไทย

สำหรับคุณสมบัติเด่นและดี ตอบโจทย์ของผู้ซื้อหรือผู้ใช้ยางพาราคุณภาพมาตรฐานGMP คือ มีความยืดหยุ่นและมีความเป็นยางธรรมชาติแห้ง100% มีคุณภาพสม่ำเสมอทั้งแผ่นสะอาด ไม่มีการคัดติ้ง รวมทั้งสมบัติเชิงวิทยาศาสตร์ของยางได้มาตรฐานและมีความเสถียร อาทิ ค่าฝุ่น(dirt) ค่าความหนืดมูนนี่ ค่าPo และค่า PRI เป็นต้น

คุณภาพของยางพาราดังกล่าวนี้เกิดขึ้นด้วยนวัตกรรมการผลิตที่คิดค้นโดยกลุ่มฯ ฐานเกษตรยางพารา ที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม ไม่มีกลิ่นเหม็น แต่ได้ยางคุณภาพดี นั่นคือการอบรมควันด้วยตู้อบยางไฮเทค โดยได้รับรางวัลชนะเลิศนวัตกรรม ธ.ก.ส. ระดับประเทศในส่วนของยางเครพบางสีน้ำตาล ผลิตจากยางก้อนถ้วย เป็นยางเกรดพรีเมียม อบแห้งด้วยระบบไอน้ำ(สตรีม) สำเร็จแห่งแรกของวงการยาง ทำให้ได้เนื้อยางธรรมชาติแห้ง 100% จึงไม่มีปัญหาพ่อค้ากดราคาค่าดีอาร์ซี(DRC)หรือการประเมินเปอร์เซ็นต์เนื้อยาง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของชาวสวนยางที่ขายยางก้อนถ้วย และที่สำคัญยังมีสมบัติเชิงวิทยาศาสตร์ดีกว่ายางแท่ง STR10

ดังนั้นจึงถือเป็นวัตถุดิบกลางน้ำ นำไปผลิตยางแท่งเกรดสูง และผลิตยางคอมปาวด์เพื่อขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งกลุ่มฯ ได้จดสิทธิบัตรการผลิตยางเครพบางสีน้ำตาลกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์แล้ว ทั้งนี้ยางเครพบางสีน้ำตาล กำลังเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ โรงงานยางล้อรถจักรยาน จักรยานยนต์ในประเทศจีนจำนวนมาก โดยในปี 2561 ทางกลุ่มฯ ฐานเกษตรยางพาราและเครือข่ายได้เริ่มส่งออกไปประเทศจีนแล้ว

และในปีนี้มีปริมาณความต้องการจำนวนมากถึง 4 หมื่นตัน แต่กำลังการผลิตไม่พอกับคำสั่งซื้อ และยังขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนอีกด้วย ส่วนตลาดในประเทศนั้น ป้อนวัตถุดิบยางเครพบางให้กับโรงงานรองเท้าบูท รองเท้าแตะ ซึ่งทางกลุ่มฯ ได้พยายามที่จะเจาะตลาดผู้ใช้ยางในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากจะแปรรูปเพิ่มมูลค่า สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้นกว่าการเป็นวัตถุดิบต้นน้ำแล้ว นวัตกรรมการผลิตยังสามารถช่วยลดต้นทุนของเกษตรกร และผู้ใช้ยางอีกด้วย ที่สำคัญกระบวนการผลิตของกลุ่มฯ ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวน เพราะยางก้อนถ้วยจะมีกลิ่นรบกวนมาก เป็นการช่วยแก้ปัญหายางก้อนถ้วยได้ทั้งระบบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ขายได้ราคาสูงขึ้น และด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย คือใช้พลังงานฟืนลดลง และไม่มีกลิ่น ล่าสุดกลุ่มฯ ฐานเกษตรยางพารา ได้รับรางวัลดีเด่น “กลุ่มเกษตรกรระยะก้าวหน้า” ระดับประเทศ ของการยางแห่งประเทศไทย และได้รับรางวัลต้นแบบสัมมาชีพ ประจำปี 2562 มูลนิธิสัมมาชีพ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและรักษาคุณภาพสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขณะเดียวกันกำลังเตรียมโครงการลงทุนผลิตยางผึ่งแห้ง(ADS) “ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์” หรือ “พาราโบลาโดม” คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2563 โดยได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

นายธนากร จีนกลาง ประธานกรรมการกลุ่มเกษตรกร ฐานเกษตรยางพารา ให้สัมภาษณ์ว่าภาคอีสานเวลานี้ปลูกยางพาราถึง 80-90 % ซึ่งมีปัญหาเรื่องราคายางทุกปี ทำให้รัฐบาลปวดหัว ดังนั้น กลุ่มฯ ต้องการปรับเปลี่ยนให้เกษตรกรสวนยางอิสานมาทำยางแผ่นดิบซึ่งราคาดีกว่า และตลาดในไทยรับซื้อไม่อั้น เพียงแต่ที่ผ่านมาเกษตรกรยางหลายกลุ่มต้องการทำเป็นยางรมควัน การทำยางแบบนี้มีปัญหาคือฟืนหาค่อนข้างยาก และทางกลุ่มฯ เอง ค้นพบนวัตกรรมใหม่ล่าสุด เป็นการทำยางแผ่นดิบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ทรงพาลาโบลา หรือ “พาราโบลาโดม” ใช้เวลาอบเพียง 3 วัน ยางก็แห้งแล้ว และยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก เพราะจะได้แผ่นยางที่สวย ใส เก็บได้นาน ไม่ขึ้นรา ที่สำคัญแสงยูวีไม่ทำลายเซลล์ของแผ่นยาง ทำให้แผ่นยางมีความยืดหยุ่นคงอยู่ 100% นอกจากนี้ ยางไม่ตกชั้นด้วย (โดยทั่วไปยางแผ่นดิบมี 5 ชั้น คือ ชั้น 1-3 ราคาขายดีกว่าอยู่ที่ 39 บาท ชั้น 4-6 ราคาอยู่ที่ 28-30 บาท)

“ราคายาง ณ วันนี้อยู่ที่ 38-39 บาท/กก. แต่ยางก้อนถ้วยขายอยู่แค่ 19-23บาท/กก. บาท แต่ถ้าปรับเปลี่ยนวิธีอบมาทำเป็นยางแผ่นดิบพลังแสงอาทิตย์ ราคาขึ้นไปถึง 39 บาท ซึ่งวิธีการไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เราจึงอยากสนับสนุนชาวสวนยางภาคอิสานปรับเปลี่ยนมาทำยางแผ่นดิบอบพลังแสงอาทิตย์ และพื้นที่ภาคอิสานเหมาะมากเนื่องจากเป็นที่ราบ ไม่ได้เป็นพื้นที่ลาดเชิงเขา ส่วนพื้นที่ลาดเชิงเขาเหมาะในการทำยางเครพมากกว่า เวลานี้ที่ กลุ่มฯ ฐานโนนสุวรรณ ทำเป็นโครงการนำร่อง ประสบความสำเร็จมาก มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากรและกระทรวงพลังงานเข้ามาช่วย สามารถเผยแพร่ได้แล้วขณะนี้

ใครอยากทำก็ขอได้ที่กระทรวงพลังงาน หรือเข้าไปดูในเว็บไซต์ของกระทรวงพลังงานได้ สำหรับโครงการนำร่องของกลุ่มฯ ฐานโนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ ปีนี้เราน่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ และสามารถเปิดให้ดูงานได้ภายในเดือนมกราคม 2563” นายธนากรกล่าว

นายธนากรกล่าวเพิ่มเติม ว่ายางแผ่นดิบที่โครงการนำร่องทำออกมาจะเป็นยางพรีเมี่ยม ราคาไม่ตก บริษัทในไทยรับซื้อไม่อั้นเพื่อนำไปส่งออกทำอุตสาหกรรมยางล้อทุกชนิด ซึ่งยางตัวนี้สามารถทำล้อเครื่องบินได้ด้วย ยิ่งวจะทำให้ได้ราคาสูงขึ้นไปอีก ทำให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นในการคัดชั้นยาง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้จับตา ประชุมใหญ่สามัญพลังประชารัฐ จ่อเพิ่มกก.บห. เสริมทัพขับเคลื่อนพรรค
บทความถัดไปหนุ่มใหญ่ เจอประกาศขายฮอนด้าดรีม 7,500 ในเฟซบุ๊ก รอเท่าไหร่ก็ไม่มาส่ง สูญเงินเปล่า