หน้าแรก ภูมิภาค ‘นายกฯแ...

‘นายกฯแม่แรม’ แจงรุกป่าม่อนแจ่มระบุโครงการหลวงส่งเสริมท่องเที่ยวจัดวางแผนผัง-ที่ทำกินคนละ 50 ไร่ ไม่ได้รุกป่าชี้ชาวบ้านถูกคุกคามข่มขู่มา 5 ปี

25.12.19 | 16:22 น.

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 นายวิชัย ชัยวิทย์นนท์ นายกเทศมนตรีตำบลแม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เผยกรณีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้เฮลิคอปเตอร์บินสำรวจพื้นที่ม่อนแจ่ม แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม พบการบุกรุกป่า จำนวนกว่า 2,000 ไร่ เพื่อสร้างรีสอร์ต หรือบ้านพักตากอากาศจำนวนมากว่า เดิมเมื่อ 50 ปีที่แล้วโครงการหลวง ได้ขอใช้พื้นที่ดังกล่าวจากกรมป่าไม้ จำนวน 18,000 ไร่ เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขาบนพื้นที่สูง ต่อมาได้คืนพื้นที่ดังกล่าวให้กรมป่าไม้ดูแลตามเดิม เหลือพื้นที่ส่งเสริมเกษตร เพียง 300-400 ไร่เท่านั้น แต่ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนแทนทำให้ชาวบ้านหันมาประกอบอาชีพท่องเที่ยว สร้างโฮมสเตย์หรือรีสอร์ตมากขึ้น เพื่อชดเชยรายได้จากราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ

“ช่วงที่โครงการหลวง ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนนั้น ได้มีการจัดสรรแปลงที่ดินทำกิน วางผัง และรูปแบบที่ดินของชุมชนที่อยู่อาศัยเดิม อย่างชัดเจน ตามนโยบายรัฐบาลและมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541 หรือ 21 ปีที่ผ่านมา ที่ให้คนอยู่ในพื้นที่ป่าได้ โดยใช้กูเกิลเอิร์ทกำหนดพิกัดพื้นที่ และรูปแปลงดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2545 เพื่อพิสูจน์สิทธิผู้ครอบครอง ก่อนมีการสร้างโฮมสเตย์หรือรีสอร์ตดังกล่าว แต่ไม่ใช่เป็นการบุกรุกตามที่กรมป่าไม้กล่าวอ้างอย่างใด เพราะเป็นที่ทำกินของชาวบ้านหรือชุมชนก่อนแล้ว” นายวิชัยกล่าว

นายวิชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโฮมสเตย์หรือรีสอร์ตบนม่อนแจ่ม ไม่ได้ขออนุญาต เพราะไม่มีเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายอาทิ โฉนด นส. 3 มีเพียงการขึ้นทะเบียนกับโครงการหลวง รูปแปลงที่ดิน บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านเท่านั้น จึงไม่ได้อนุญาตก่อสร้างอย่างใด แต่ผู้ครอบครองกรรมสิทธิที่ทำกินไปดำเนินการเอง ซึ่งยอมรับว่า ไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากมีผู้ประกอบการกว่า 100 รายและมีการจ้างงานในพื้นที่จำนวนมาก อาจมีปัญหาด้านมวลชนได้

“เดิมผู้ประกอบการมีเพียง 54 ราย ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมดำเนินคดีเพียงรายเดียว เหลือ 53 ราย หลังแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ร้อยเวรเจ้าของคดียังไม่มีการสอบสวนคดีดังกล่าว และไม่มีผู้ประกอบการถูกแจ้งความดำเนินคดีเพิ่ม หลังผ่านมา 5 เดือนแล้ว ส่วนตัวไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น” นายวิชัยกล่าว

นายวิชัยกล่าวว่า กรณีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ สั่งปิดบ่อขยะบนม่อนแจ่ม หมู่ 7 ต.แม่แรม ที่ใช้เป็นสถานที่กำจัดและกลบฝังขยะชุมชนนั้น นายภูมิณพศ์บุญบันดาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่)ได้ประชุมร่วมกับอำเภอ และเทศบาลแล้ว เบื้องต้นมีข้อสรุปว่า จะหาพื้นที่ใหม่กำจัดและกลบฝังแทน เนื่องจากบ่อขยะเดิม เป็นป่าต้นน้ำอยู่ใกล้ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว จึงได้สำรวจพื้นที่ และใช้จีพีเอสกำหนดจุดใหม่ พบว่ารอยต่อหมู่ 4 กับหมู่ 11 มีความเหมาะสมเป็นพื้นที่สร้างบ่อขยะ ซึ่งอยู่ห่างบ่อขยะเดิม กว่า 10 กิโลเมตร

Advertisement

“ขณะนี้รอให้กรมป่าไม้อนุญาตใช้พื้นที่ดังกล่าว ถ้าอนุญาต ทางเทศบาลพร้อมดำเนินการทันที เนื่องจากมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและท่องเที่ยว ซึ่ง ต.แม่แรม มี 12 หมู่บ้าน ประชากร 9,000 กว่าคน ประกอบด้วยชนเผ่าม้ง กะเหรี่ยง และพื้นราบ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม 70% ท่องเที่ยวและอื่นๆ อีก 30%” นายวิชัยกล่าว

นายวิชิต เมธาอนันต์กุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนแจ่ม ต.แม่แรม กล่าวว่า หากนายอรรถพล จะดำเนินคดีกับผู้ประกอบการรีอสร์ตหรือโฮมสเตย์ทั้งหมด ก็ทำไปเลย ทางชุมชนพร้อมต่อสู้คดีในนามกลุ่มวิสาหกิจฯ ถึงที่สุด เพราะมีหลักฐานเป็นชุมชนเดิมที่ตั้งอยู่ก่อนแล้ว และมีมติ ครม.วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่อนุญาตให้ทำกินในเขตป่าได้ ถือเป็นสิทธิชุมชนที่เข้าไปทำประโยชน์ตามกฎหมาย ไม่ได้บุกรุกเพิ่มเติมตามที่กล่าวอ้างอย่างใด

“กรณีกล่าวหาว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่า 2,800 ไร่นั้น ไม่เป็นความจริงเพราะพื้นที่ดังกล่าว มีชุมชนตั้งอยู่ 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ 4 หมู่ 7 และหมู่ 11 มีประชากรกว่า 3,500 คน เฉลี่ยครอบครองที่ดินไม่ถึง 1 ไร่ และมีพื้นที่ทำโฮมสเตย์หรือรีสอร์ต ที่อยู่ในที่ดินครอบครองเพียง 50 ไร่เท่านั้น ดังนั้นเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องหยุดคุกคาม ข่มขู่ประชาชนได้แล้ว เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดมานาน 5 ปีแล้ว ทำให้ชาวบ้านผวาหวาดกลัวถูกยึดที่ดินคืน ไม่มีที่ทำกินอีก วิงวอนขอชีวิตกลับไปใช้อย่างปกติสุขตามเดิม” นายวิชิตกล่าว

จากกรณีดังกล่าว ยังไม่ส่งผลกระทบต่อท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือเคาท์ดาวน์อย่างใด ยอดจองห้องพัก ยังเป็นไปตามปกติ และเต็มจนถึงวันที่ 5 มกราคม ปีหน้า ก่อนเข้าสู่ภาวะปกติและกลับไปทำอาขีพเกษตรกรรมตามเดิม อาทิ ส้มเขียวหวาน พืชผัก ดอกไม้เมืองหนาว กาแฟและชา ที่เป็นอาชีพหลัก ส่วนฤดูท่องเที่ยวมีเพียง 4 เดือน พฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ที่เป็นรายได้เสริมเท่านั้น” นายวิชิตกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้โทรศัพท์ไปยังนายภูมินพศ์ เพื่อสอบถามความคืบหน้าคดีดังกล่าว จะดำเนินการอย่างไร แต่ไม่สามารถติดต่อได้