เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 1 มกราคม พ.ต.อ ราชศักดิ์ สุขเจริญ ผกก.สภ.เสิงสาง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน และมีเหตุเพลิงไหม้ ที่บริเวณหน้าสถานีบริการเชื้อเพลิงพีทีเสิงสาง ถนนเสิงสาง-ปะคำ เขตเทศบาลตำบล (ทต.) เสิงสาง จึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมประสานรถดับเพลิงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ไประงับเหตุ ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณทางแยกเสิงสาง พบรถจักรยานยนต์แบบบิ๊กไบค์ ยี่ห้อคาวาซากิ Z800 สีดำ เลขทะเบียน 4กฮ 3783 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนด้านขวาติดคากับรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโซลูน่า สีเทา เลขทะเบียน วม 3233 กรุงเทพมหานคร สภาพเพลิงกำลังลุกไหม้ซากรถเก๋งอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ฉีดน้ำสกัดเพลิงใช้เวลาประมาณ 15 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงได้ ตรวจสอบที่บาะนั่งด้านหน้า พบร่างชายไทย ทราบชื่อภายหลังคือนายอนิรุทธิ์ ไชยสัตย์ อายุ 45 ปี ชาวแขวงสำเหร่ เขตธนบุรี กทม. ถูกไฟคลอกเสียชีวิตคาเบาะนั่ง ส่วนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คือนายคเนศ ชนะคช อายุ 25 ปี ชาว ต.เสิงสาง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา คอหักเสียชีวิตคาที่ จึงมอบหมายให้อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยฮุก 31 นครราชสีมา เคลื่อนย้ายนำร่างผู้เสียชีวิตไปเก็บรักษาที่โรงพยาบาลโชคชัย
ด้านนายสมชาย อำพันกาญจน์ นายอำเภอเสิงสาง ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 รับผิดชอบ อ.เสิงสาง ซึ่งได้เดินทางมาควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุนายอนิรุทธิ์ ผู้ขับขี่รถเก๋งและแฟนสาวได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมการนับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ที่บ้านของพรรคพวกในเขต อ.เสิงสาง หลังจากเสร็จจากงานได้ขับรถมาส่งแฟนสาวที่บ้านพัก จากนั้นได้เลี้ยวรถเพื่อกลับรถมุ่งหน้าไปทาง อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ โดยไม่ได้เหลียวมองหลังแต่อย่างใด เป็นจังหวะที่นายคเนศกำลังขี่รถบิ๊กไบค์มุ่งเข้าสู่ตัว อ.เสิงสาง เป็นเหตุให้รถบิ๊กไบค์พุ่งชนด้านขวา ซึ่งตรงกับที่นั่งคนขับ แรงกระแทกทำให้ร่างของนายอนิรุทธิ์กระเด็นจากเบาะนั่งด้านขวาไปทางด้านซ้าย และถูกอัดก๊อบปี้ติดคาซากรถเก๋งซึ่งติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจีได้รั่วออกมาถูกประกายไฟจากขั้วแบตเตอรี่ ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตาแฟนสาวที่เห็นเหตุการณ์ตลอด แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ ทำให้ไหม้ร่างนายอนิรุทธิ์ และนายคเนศ ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตจากคอหัก ร่างติดคาอยู่หน้ารถเก๋งถูกไฟไหม้ที่ขาทั้งสองข้าง กระทั่งมีพลเมืองดีช่วยกันหามออกมา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

