เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ นายอุดม ศรีสมทรง พาณิชย์จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์จำหน่ายหน้ากากอนามัยในพื้นที่ จ.ชุมพร ซึ่งผลการตรวจสอบสามารถแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ 1.ร้านยาทั่วไป หน้ากากประเภท 3D Mask ราคาชิ้นละ 40 บาท หน้ากากประเภทคาร์บอน ชิ้นละ 15-20 บาท หน้ากากชนิด N95 สำหรับเด็ก ราคาชิ้นละ 165 บาท แต่ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน 2.ร้านยา แฟรนไชส์ และร้านสะดวกซื้อ หน้ากากชนิด N95 ราคาแพคละ 250 บาท (1 แพคมี 3 ชิ้น) หน้ากากชนิด pm 2.5 ราคาชิ้นละ 45 บาท และหน้ากากชนิด pm 2.5 แบบมีวาล์ว ราคาชิ้นละ 65 บาท ซึ่งปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน 3.ห้างสรรพสินค้าประเภท โมเดิร์นเทรด คือ ห้างแม็คโคร (Makro) และห้างเทสโก้ โลตัส หน้ากากชนิด N95 ราคาชิ้นละ 35 บาท หน้ากากชนิดคาร์บอน ราคาแพคละ 46 บาท (1 แพคมี 3 ชิ้น) หน้ากากชนิด 3M แพคละ 46 บาท (1 แพคมี 6 ชิ้น) และหน้ากากชนิด 3D mask ราคาแพคละ 129 บาท (1 แพคมี 4 ชิ้น) ซึ่งปริมาณยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเช่นเดียวกัน “ในส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้น ความต้องการใช้หน้ากากอนามัยของประชาชนภายในจังหวัดชุมพรยังอยู่ในภาวะปกติ แต่มีความต้องการสั่งซื้อหน้ากากอนามัยเพื่อส่งไปต่างจังหวัดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดภาวะ ‘ดีมานด์เทียม’ หรือความต้องการทางการตลาดไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากส่วนใหญ่มีการซื้อหน้ากากอนามัยส่งไปให้ญาติและเพื่อนฝูงในกรุงเทพฯและภูเก็ตสูงถึงร้อยละ 70 ขณะที่มีความต้องการใช้ในจังหวัดเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ส่วนการกำกับดูแลกรณีดังกล่าวได้ยึดหลักตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 นั่นคือขอให้ผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาชัดเจน และจากการตรวจสอบยังไม่พบการกักตุน หรือฉวยโอกาสขึ้นราคาหน้ากากอนามัยแต่อย่างใด” นายอุดมกล่าว


