หน้าแรก ภูมิภาค พยัคฆ์ไพรขีดเ...

พยัคฆ์ไพรขีดเส้นตาย 45 วัน รีสอร์ต-บ้านหรูบนเขาค้อ นำเอกสารสิทธิมายืนยัน

30.06.16 | 15:25 น.

วันที่ 30 มิถุนายน หลังจากทางเจ้าหน้าที่ชุดพยัคฆ์ไพรร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในพื้นที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรม รีสอร์ตและบ้านพักหรูของกลุ่มนายทุนที่อยู่ในเขตป่าที่ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ กระทั่งมีการแจ้งดำเนินคดีกับรีสอร์ตและบ้านพักหรูจำนวน 5 ราย ล่าสุด นายชีวภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร กล่าวถึงขั้นตอนดำเนินการต่อไปว่า อธิบดีกรมป่าไม้สั่งให้ดำเนินการให้เสร็จภายใน 90 วัน โดยขั้นตอนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ขั้นตอนการตรวจภาพถ่ายทางอากาศ หากพบมีสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารเป็นรีสอร์ตบ้านพักตากอากาศ จะกำหนดเป้าหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบในภาพพื้นดิน โดยนายชีวภาพกล่าวว่า เมื่อได้ที่มาก็ประสานกับฝ่ายปกครองให้แจ้งไปยังผู้ประกอบการหรือเจ้าของบ้านพักเหล่านี้ว่า ให้นำเอกสารสิทธิหรือหลักฐานการถือครองมาแสดงภายใน 45 วัน หากพบว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าและมีเอกสารสิทธิหรือหลักฐานการใช้ประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่า ก็จะส่งให้ทางกรมป่าไม้ตรวจสอบ แต่หากพบว่าไม่ถูกต้องหรือออกโดยมิชอบก็จะส่งให้ทางกรมที่ดินพิจารณาเพิกถอน

“ครั้งแรกจะให้ระยะเวลา 30 วันก่อนและจะประกาศให้มายื่นอีกภายใน 15 วัน เพื่อให้เป็นไปตามวิธีการปกครองและเมื่อครบกำหนดเวลา 45 วันแรก หลังจากนั้นก็จะเอาเป้าหมายทั้งหมดมาคัดกรอง อันไหนมีเอกสารสิทธิโดยเฉพาะหากออกในเขตป่าสงวนก็จะส่งให้กรมป่าไม้ตรวจสอบว่าออกถูกต้องหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้องก็จะส่งให้กรมที่ดินเพิกถอน อันไหนถูกต้องก็เก็บข้อมูลไว้โดยถือเป็นการการันตีได้ในระดับหนึ่งว่าเขาสามารถอยู่ในป่าสงวน” นายชีวภาพกล่าวและว่า อีกประเภทหนึ่งคือ ถ้ามีการกลั่นกรองออกมาแล้วถ้าไม่มีเอกสารสิทธิหรือเอกสารที่มาเอาแสดงตรวจพบไม่ถูกต้อง ก็ต้องดำเนินการตรวจยึดทวงคืนเอากลับมา ซึ่งจะดำเนินการในห้วง 45 วันหลัง และจะจบสิ้นในวันที่ 30 กันยายน ครบตามเงื่อนเวลาที่อธิบดีกรมป่าไม้ให้นโยบายไว้

201606301346361-20021028190322

นายชีวภาพกล่าวว่า สำหรับพื้นที่บนเขาค้อแบ่งสงวนออกเป็นสองป่า ได้แก่ป่าเขาโปกหล่นและป่าปางก่อ โดยป่าที่เริ่มดำเนินการตรวจสอบก่อนเป็นป่าเขาโปกหล่น โดยจะอยู่ในโซนตั้งแต่ ต.ทุ่งสมอ ลงไป ในส่วนที่เป็นพื้นที่ราษฎรอาสาสมัครจะยังไม่ดำเนินการ แต่อาจมีการสำรวจเพียงอย่างเดียวก่อนแต่ข้อมูลบางส่วนมีบ้างแล้ว

นายชีวภาพยังกล่าวถึงเป้ารีสอร์ตจำนวน 58 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการแปลภาพถ่ายแล้วพบว่าอยู่ในเขตป่าว่า  ในส่วนรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศหรูจำนวน 58 รายนั้น ค่อนข้างจะชัดเจนว่าอยู่ในเขตป่าสงวนไม่ได้อยู่ในพื้นที่มีคุณสมบัติที่จะอยู่ได้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการผ่อนปรนอย่างเช่น พื้นที่ตามการสำรวจตามมติครม.ปี 2541 และ 58 รายในที่นี้เป็นการบีบตัวเลขลงมาเพื่อให้เห็นเป้าหมายชัดๆว่า กลุ่มนี้น่าจะผิดจริงอย่างน้อย 5 จุด หลังเข้าไปตรวจทุกจุดก็พบเห็นมีการก่อสร้าง และผู้ถือครองไม่สามารถนำเอกสารสิทธิมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ได้ ส่วนการตรวจสอบที่ดินวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว รวมทั้งพื้นที่รอบบริเวณวัดที่มีการออกเอกสารสิทธิว่า ในการออกเอกสารสิทธิพื้นที่บริเวณนี้ต้องดูระเบียบที่ประกอบด้วย อาทิ มีการออกโดยแจ้งครอบครองโดยมี สค.1 และอีกประเภทได้แก่ใช้มาตรา 58 ทวิ ประมวลกฎหมายที่ดินคือเดินสำรวจ ซึ่งชัดเจนอยู่แล้วตามระเบียบว่าจะเดินเข้าไปในเขตป่าสงวนหรือป่าไม้ถาวรไม่ได้ จึงต้องมีการตรวจสอบว่าแนวเขตป่าสงวนหรือป่าแนวเขตถาวรอยู่ตรงไหน โดยจะมีการขยับหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้

Advertisement

201606301346594-20021028190322

“เบื้องต้นที่คณะเจ้าหน้าที่ลงสำรวจเราพบว่า แนวป่าไม้ถาวรแนวเขตจริงๆ กับแนวเขตที่มีการนำไปออกโฉนด มีความคลาดเคลื่อนจากของจริง จึงทำให้มีแปลงที่ดินบางส่วนหลุดเข้าไปอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ตรงนี้ต้องมีการตรวจให้ชัดเจนว่าหากหลุดออกไปจริงการออกโฉนดก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องเพิกถอนเพียงอย่างเดียว” นายชีวภาพ กล่าว

นอกจากนี้ นายชีวภาพยังกล่าวว่า ยังมีเงื่อนไขการออกโฉนดหากความลาดชันเกิน 35% ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน การตรวจสอบจีไอเอสเชื่อว่ามีอีกหลายแปลงที่ออกในพื้นที่ลาดชันเกิน 35% โดยระเบียบตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2528 ซึ่งเป็นต้นระเบียบวิธีการออกโฉนดด้วยวิธีการดังกล่าว ประกอบกับกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ปี 2537 มีความชัดเจนว่าจะออกในพื้นที่ลาดชันเกิน 35% ไม่ได้ หากแปลงไหนออกโดยพื้นที่เกิน 35% ถือเป็นพื้นที่ภูเขาก็จะต้องเพิกถอน…