วันที่ 4 กรกฎาคม ราษฎรบ้านวังตะเคียนและบ้านท่าอาจ ตำบลท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ที่ถูกเพิกถอนสิทธิในการครอบครองที่ดิน ตามมาตรา 44 ของรัฐบาล เพื่อเอาพื้นที่ไปรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก จำนวนกว่า 2,183 ไร่ ประมาณ 60 คน ได้เดินทางไปรวมตัวกัน ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สอด จ.ตาก ขอเข้าพบนายธนยศ ปานขาว นายอำเภอแม่สอด เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องการจ่ายเงินชดเชย ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ และพืชต่างๆ เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาในความเข้าใจไม่ตรงกัน ทำให้ประชาชนสับสน และมีการแยกเจรจา ไม่เป็นไปในรูปของคณะกรรมการ
ต่อมานายธนยศ และนายวิรัช เกตุนวม ธนารักษ์พื้นที่อำเภอแม่สอด ออกมาพบกับชาวบ้าน และได้เจรจาทำความเข้าใจกัน ซึ่งทางนางสาววิจิตรา เศรษฐา แกนนำชาวบ้านได้อ่านแถลงการณ์ และยื่นหนังสือต่อนายธนยศ 1 ฉบับ และยื่นหนังสือถึงนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก โดยผ่านนายอำเภอแม่สอด และหลังจากทำความเข้าใจกันแล้วเสร็จ นายธนยศได้นัดพบชาวบ้านและทางเจ้าหน้าที่ธนารักษ์อีกครั้งประมาณอาทิตย์หน้า
นายสุนทร ศรีบุญ แกนนำชาวบ้านวังตะเคียนและบ้านท่าอาจ ตำบลท่าสายลวด กล่าวว่า ที่มาครั้งนี้ต้องการพูดคุยกันในส่วนไหนที่ตกค้าง เช่น สิ่งปลูกสร้าง และอยากถามธนารักษ์ในเรื่องแนวทางการเยียวยา จะใช้ระเบียบของหน่วยงานไหน เท่าไหร่ให้ชัดเจน เพราะขณะนี้ชาวบ้านยินยอมให้นำพื้นที่ไปทำเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก แต่ต้องทราบจะใช้เกณฑ์ มีมาตฐานอย่างไร ซึ่งภาพรวมแนวโน้มก็เป็นไปในแนวทางที่ดี หลังจากทางผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และนายอำเภอไปพบกับชาวบ้าน เพียงแต่ตอนนี้รอความชัดเจนเท่านั้น เช่น ที่ดิน ต้นไม้ บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างอื่นๆ หน่วยงานไหนจะดูแลเยียวยาอย่างไร เพราะที่ผ่านมาค่อนข้างสับสน มีการพูดกันไปมาไม่ตรงกันในหมู่ชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านมีทั้งต้องการรับเงินเยียวยา บางรายต้องการที่ทำกินใหม่ รัฐต้องจัดหาให้
ด้านนายธนยศกล่าวว่า ข้อเรียกร้องบางอย่างมันเกินอำนาจของทางอำเภอ และเป็นเรื่องระดับนโยบาย ซึ่งจะรับหนังสือไว้ และจะยื่นหนังสือต่อไปให้ทางจังหวัดต่อไป ขอยืนยันว่าที่ผ่านมาตั้งแต่นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ไปรับตำแหน่ง ผวจ.ตาก ก็ได้พยายามแก้ไขปัญหานี้
ขณะที่นักธุรกิจในพื้นที่อำเภอแม่สอดรายหนึ่งกล่าวว่า การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแดนตาก มีความล่าช้ามาก โดยเฉพาะปัญหาที่ดินในการรองรับนักลงทุน รัฐบาลไม่มีแผนสำรองในการจัดหาพื้นที่ใหม่แทนพื้นที่เก่าที่กำลังมีปัญหา ทำให้นักลงทุนหลายรายต้องหันไปลงทุนพื้นที่อื่นๆ และเล็งจะข้ามไปลงทุนในฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งหากมีความล่าช้ามาก จังหวัดตาก โดยเฉพาะ อ.แม่สอด จะเสียโอกาส และกลายเป็นแค่เมืองผ่าน ไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลประกาศไว้ให้เป็นเมืองที่มีการค้า การลงทุน ทั้งที่การสร้างโครงข่ายการคมนาคมกำลังไปได้ดีแล้ว จึงเป็นที่น่าเสียดาย

