วันที่ 6 กรกฎาคม นายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นประธาน โดนมีหัวหน้าส่วนราชการภายในจังหวัดเข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดกันอย่างพร้อมเพรียง โดยวาระสำคัญได้แก่ การหารือถึงคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 35/2559 เรื่องมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินป่าภูทับเบิก ต.วังบาล และ ต.บ้านเนิน อ.หล่มเก่า ซึ่งขณะนี้มีผลในการประกาศใช้เรียบร้อยแล้ว โดยนายบัณฑิตย์กล่าวว่า ในหลักการของคำสั่งนี้มีการพูดถึงเหตุผลในการประกาศใช้คำสั่งนี้ จากพื้นที่ป่าภูทับเบิกถูกบุกรุกและมีการก่อสร้างรีสอร์ตต่างๆ ในพื้นที่มากมาย จนสร้างความเสียหายในพื้นที่ซึ่งทางจังหวัดได้ดำเนินแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ตามแผนแม่บทหรือแอ๊กชั่นแพลน 3-8-8 ที่ได้ทำกันไว้ โดยร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และไอซีที
“ภายใต้แผนปฏิบัติการยังมีการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกและรีสอร์ตต่างๆ ที่ไม่ถูกต้อง ทั้งกลุ่มที่มีการดำเนินคดีไปแล้ว กลุ่มที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีเพิ่มเติม เราพบว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถทำได้และมีข้อจำกัด ประกอบกับบางรายเป็นคนในพื้นที่แต่กลับไปก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงภัยอันตราย ที่ผ่านมาได้แต่อาศัยกฎหมายบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งทำได้เพียงแค่สั่งห้ามคนเข้าไปในอาคารและสถานที่ที่กำหนดก็สามารถดำเนินการได้เพียง 50 หลัง ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นที่มาของคำสั่งคสช.ที่ 35/2559 ดังกล่าว” นายบัณฑิตย์กล่าว
นายบัณฑิตย์กล่าวว่า ในวันที่ 14 กรกฎาคมนี้ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีทั้ง 4 กระทรวงจะเดินทางมาที่ภูทับเบิกเพื่อดูสถานที่จริง ก่อนจะตกลงใจเกี่ยวกับแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ สจล.ได้ทำไว้ ซึ่งภายใต้แผนฯดำเนินการโดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินใน 6 พื้นที่ได้แก่ พื้นที่ทำกิน พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ส่วนรวม พื้นที่อนุโลมหรือผ่อนปรนประกอบการค้าการพาณิชย์และการบริการ พื้นที่ป่าชุมชน พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ ฉะนั้น การทำงานเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินยังทำอยู่ การแก้ไขปัญหาเรื่องอาคารสิ่งปลูกสร้าง

“สำหรับรีสอร์ตที่ถูกจับกุมปัจจุบันมีทั้งหมด 46 คดี โดยกลุ่มที่ศาลตัดสินพิพากษาแล้วทั้งหมดรวม 25 คดี และอีก 21 รายอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องดำเนินการบังคับใช้ให้เป็นไปตามคำสั่งหน.คสช.ที่ 35/2559” นายบัณฑิตกล่าวพร้อมย้ำว่า สำหรับราษฎรชาวเขาในพื้นที่ไม่ต้องวิตก การดำเนินการจะมุ่งเน้นกับกลุ่มนายทุนรีสอร์ตเท่านั้น
นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีการหารือถึงขั้นตอนดำเนินงานและวิธีปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ที่ 35/2559 โดยให้มีการออกแผนยุทธการหรือแผนปฏิบัติการพร้อมขั้นตอนและวิธีปฏิบัติ พร้อมกำหนดแยกกลุ่มเป็น 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มที่ถูกศาลตัดสินพิพากษาแล้ว 2.กลุ่มที่ป่าไม้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้วและอยู่ในชั้นสอบสวน 3.กลุ่มที่ทางโยธาธิการและผังเมืองตรวจอาคาร มีความเห็นสั่งรื้อจำนวน 50 หลังเนื่องจากสภาพอาคารไม่มั่นคงแข็งแรงปลอดภัย 4.กลุ่มที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการพังทลายของหน้าดิน และปิดกั้นขวางทางน้ำรวมทั้งมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยที่ประชุมมอบให้นายกฤษณ์ คงเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัด รวบรวมคณะทำงานเพื่อเร่งเขียนแผนปฏิบัติการดังกล่าว พร้อมทั้งหารือแนวทางปกป้องเจ้าหน้าที่จากนายทุนที่อาจใช้ช่องในข้อ 5 ของคำสั่งดังกล่าว ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะประเด็นเลือกปฏิบัติและเกินสมควรกว่าเหตุ หลังจากมีข้อมูลว่าทางกลุ่มรีสอร์ตที่ถูกศาลพิพากษาไปแล้วมีฝ่ายที่ปรึกษากฎหมายพยายามหาช่องในการต่อสู้ โดยที่ประชุมเสนอให้มีการปิดประกาศแจ้งให้เป็นขั้นตอนจะหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้ ขณะเดียวกัน ยังมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง การตรวจยึดทรัพย์ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์เป็นของกลาง รวมทั้งการคำนวณค่าใช้จ่ายดำเนินการเพื่อจะเรียกร้องกับทางรีสอร์ตในภายหลัง โดยให้กำหนดในรายละเอียดขั้นตอนปฏิบัติให้ชัดเจน พร้อมให้มีหน่วยงานรับผิดชอบดูแลของกลางดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ นายบัณฑิตย์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับราษฎรชาวเขาแต่อย่างใด เพราะได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2509 แต่มีบางส่วนที่มาประกอบธุรกิจในเชิงสถานที่พักตากอากาศ รีสอร์ต มีนายทุนจากภายนอกเข้ามาดำเนินการและก่อสร้างไม่ถูกต้อง ส่วนปฏิบัติการดังกล่าวจะเริ่มในเร็วๆ นี้ โดยอยู่ในระหว่างขั้นตอนประสานงานและกำหนดวิธีปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

