หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา ประท้วงกรมศิล...

ประท้วงกรมศิลป์หั่นเขตที่ดินโบราณสถาน ‘เขายะลา’ ส่อเอื้อนายทุน ห่วงกระทบภาพเขียนสีก่อนปวศ. นับพันปี (คลิป)

5.03.20 | 15:30 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เครือข่ายประชาชนปกป้องยะลา นำโดยนายวรา จันทร์มณี ตัวแทนเครือข่าย พร้อมคณะ เดินทางมาหน้าวธ.พร้อมชูป้ายข้อความว่า “ร่วมปกป้องเขายะลา” “ภาพเขียนสีมีประวัติศาสตร์อย่าบังอาจทำลาย” เป็นต้น เพื่อยื่นหนังสือต่อ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการ วธ. เพื่อร้องเรียนเรื่อง ขอให้ยกเลิกประกาศกรมศิลปากร เรื่อง แก้ไขเขตที่ดินโบราณสถาน ในขอบเขตที่ดินโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา และดำเนินการตามข้อเรียกร้องเพื่อคุ้มครองโบราณสถานและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยภาพเขียนสีมีอายุ 1,200-1,500 ปี ทั้งนี้มีนายประสพ เรียงเงิน ผู้ตรวจราชการ วธ. และนายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นตัวแทนรับเรื่องแทน

นายวรา กล่าวว่า ตามที่กรมศิลปากรได้มีประกาศเรื่องแก้ไขเขตที่ดินโบราณสถาน ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 โดยได้แก้ไขขอบเขตที่ดินโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา ในพื้นที่ ต.ลิดล-ต.ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา จากพื้นที่ประกาศเดิม ที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2544 ขนาด 887 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ลดเหลือ 697 ไร่ 75 ตารางวา โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการผ่อนคลายสภาวะขาดแคลนหินอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการก่อสร้าง และลดการก่อความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มคนผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เครือข่ายประชาชนปกป้องเขายะลา ขอเรียนว่า พื้นที่โบราณสถานดังกล่าวเป็นพื้นที่โบราณสถานที่สำคัญ และอาจเป็นพื้นที่ทางโบราณคดีผืนใหญ่ผืนสุดท้ายในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องระเบิดภูเขาในเขตโบราณคดีเพื่อสนองทุนอุตสาหกรรม

นายวรา กล่าวต่อว่า การอนุญาตให้ระเบิดหินไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับสถานการณ์ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจากการประกาศดังกล่าว จะกิดการขออนุญาตระเบิดในพื้นที่ที่เคยเป็นเขตโบราณสถานจะส่งผลกระทบต่อภาพเขียนสีและทำให้พื้นที่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เสียหาย เป็นการทำลายแหล่งโบราณคดีที่ต้องอนุรักษ์ไว้ให้เห็นภาพรวม การต่อเนื่อง รอยต่อทางอารยธรรม ซึ่งป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งว่าก่อนหน้านี้ภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ยาว 3 เมตร ที่ประเมินค่ามิได้ ก็ได้พังถล่มลงมาจากการระเบิดหิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไร้ประลิทธิภาพของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง

Advertisement

นายวรา กล่าวต่อว่า เนื่องจากพ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2560 ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 17 ว่าพื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง ต้องไม่ใช่พื้นที่ในเขตโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จึงเห็นได้ชัดเจนว่า การแก้ไขเขตที่ดินโบราณสถานล่าสุด  เป็นการกระทำเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อทุนที่จะมาทำอุตสาหกรรมเหมืองหิน ทั้งๆ ที่พื้นที่จังหวัดยะลา ยังมีภูเขาอีกมากมายที่ไม่ได้เป็นพื้นที่โบราณสถาน และไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่หวงห้าม การดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแร่ และกฎหมายโบราณสถาน

นายวรา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในการประกาศเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่โบราณสถานดังกล่าว อธิบดีกรมศิลปากรมิได้มีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ก่อนที่จะดำเนินการ ไม่แม้แต่การที่จะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อเขตโบราณสถาน ต่อชุมชน ต่อประชาชน และต่อทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม อันเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักการและอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมศิลปากร และขัดต่อหลักกฎหมาย ทั้งกฎหมายของกรมศิลปากรเอง และที่สำคัญยังขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ การที่อธิบดีกรมศิลปากรคนก่อนได้ดำเนินการลงนามออกประกาศในวันสุดท้ายของการปฏิบัติราชการ เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อหลักธรรมมาภิบาลและการปฏิบัติราชการที่ดี แสดงถึงความไม่รับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำลงไป และอาจจะเข้าข่ายการกระทำที่ไม่สุจริตประพฤติมิชอบอีกด้วย

“ทางเครือข่าย มีข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้ 1.ให้ยกเลิกประกาศกรมศิลปากร รื่อง แก้ไขเขตที่ดินโบราณสถานในขอบเขตที่ดินโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลาวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นประกาศที่อดีตอธิบดีกรมศิลปากรลงนามในวันสุดท้ายก่อนการเกษียณอายุราชการ ในทันที และตรวจสอบให้ทราบข้อเท็จจริงถึงการกระทำที่อธิบดีคนดังกล่าวกระทำไปว่าถูกต้องหรือไม่อย่างไร 2.ให้กรมศิลปากรเร่งทำการสำรวจในพื้นที่แถบ ต.ลิดล -ต.ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา ตามที่ได้ประกาศเขตไว้ รวมถึงกลุ่มเขาใกล้เคียง เพราะลักษณะของการอยู่อาศัยของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์บริเวณภูเขาที่มีการประกาศเขตโบราณสถานแถบนี้ มีการอยู่กันเป็นกลุ่ม ซึ่งน่าสนใจที่จะศึกษาถึงความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์กัน เช่นเดียวกับที่ย่านภูเขา ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ย่านภูเขาโต๊ะกรัง อ.ควนโดน จ.สตุล ทั้งนี้เมื่อกล่าวเฉพาะกลุ่มเขายะลา มีลักษณะบ่งชี้พื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่กลุ่มเขาศักดิ์สิทธิ์ มีหลักฐานภาพการชุมนุมเพื่อประกอบพิธีกรรมร่วมกันตามฤดูกาล เป็น no man’s land” นายวรา กล่าว

  นายวรา กล่าวต่อว่า 3.เร่งสำรวจและประกาศเขตที่ดินโบราณสถานในพื้นที่ภูเขาที่ตกค้าง โดยคำนึงถึงความเป็นย่านกลุ่มเขาแหล่งโบราณสถานโบราณคดีในภาพรวม และเร่งทำการอนุรักษ์ ไม่เปิดโอกาสให้มีการตัดเฉือนเพื่อระเบิดทำลายอีก โดยให้ดำเนินการศึกษาและดำเนินการอนุรักษ์โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 4.วธ.ต้องให้เห็นความสำคัญกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เร่งสร้างการอนุรักษ์พื้นที่โบราณสถานโบราณคดีให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องอนุรักษ์คุ้มครองแหล่งโบราณสถานโบราณคดี เพื่อให้เกิดการปกป้องคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นายวรา กล่าวอีกครั้งหลังวธ.รับหนังสือร้องเรียนว่า เชื่อว่ากรมศิลปากรจะเร่งดำเนินการ คาดว่าจะใช้เวลาเพียง 1 อาทิตย์ ซึ่งทางกลุ่มจะติดตามผลการดำเนินงานต่อไป ส่วนจะเคลื่อนไหวอีกหรือไม่ ตนขอหารือกับเครือข่ายประชาชนปกป้องยะลาอีกครั้ง

ด้าน นายประสพ เรียงเงิน ผู้ตรวจราชการ วธ. กล่าวว่า วธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐมนตรีว่าการวธ. และปลัด วธ. ให้ความสำคัญเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญที่จะให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการทำงาน ซึ่งทางปลัด วธ.สั่งการให้รับข้อเรียกร้องมาดำเนินการ โดยจะสั่งการให้กรมศิลปากรไปดำเนินการ และจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และในพื้นที่ เพื่อหาข้อสรุปในการดำเนินงานร่วมกันต่อไป

นายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ส่วนที่ถามว่าก่อนที่จะมีประกาศ กรมศิลปากรได้สำรวจและทำการประชาพิจารณ์กับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่นั้น กรมศิลปากรยึดหลักทางวิชาการเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ เรื่องนี้จะไม่ปล่อยให้ผ่านเลยไปแน่นอน ทั้งนี้กระบวนการขั้นตอนการทำประชาพิจารณานั้น กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ทำหน้าที่ก่อนให้สัมปทาน ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับกรมศิลปากร ในส่วนของอดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้ใช้อำนาจในเรื่องของการประกาศแนวเขตโบราณสถาน ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมศิลปากรอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับ 2 กระทรวงคือ กระทรวงอุตสาหกรรม และวธ. โดยกรมศิลปากร มีหน้าที่ดูแลรักษาปกป้องดูแลโบราณสถาน โดยการขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดแนวเขตป้องกันโบราณสถานเท่านั้น

นายสมบูรณ์ คำแหง ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องเขายะลา กล่าวว่า หากดูตามหลักกฎหมายนั้น หลังจากที่กรมศิลปากรออกประกาศฉบับนี้ บริษัททำเหมืองแร่สามารถยื่นขอสัมปทานได้ทันที เพราะถือว่าพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในเขตโบราณสถานต่อไป ซึ่งการมายื่นหนังสือในวันนี้ สิ่งที่เครือข่ายฯ ต้องการอย่างเร่งด่วนคือ อยากให้กรมศิลปากรยกเลิกคำสั่งนี้ เพราะถ้าไม่ทำ ภูเขาลูกนี้จะถูกขอทำสัมปทานเหมืองแร่และจะไม่สามารถนำกฎหมายฉบับไหนไปล้มล้างได้ เนื่องจากบริษัททำตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ทางกลุ่มอาจจะฟ้องร้องกรมศิลปากรได้ เพราะกรมศิลปากรอาจจะเข้าข่ายทำหน้าที่เกินที่ พ.ร.บ.เหมืองแร่ กำหนดไว้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดชัดเจนว่าถ้าค้นพบแหล่งโบราณสถาน ไม่สามารถประกาศเป็นแหล่งการทำเหมืองแร่ได้

ประสพ เรียงเงิน ผู้ตรวจราชการ วธ.

พนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน