เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ภายหลังจากที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ปลายเดือนกรกฎาคมนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเสนอมาตรการปรับโครงสร้างการปลูกข้าว โดยการเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น และจ้างเลิกปลูกข้าว วงเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) การปลูกข้าวนาปีรัฐบาลจะสนับสนุนการเพาะปลูก ภายใต้มาตรการการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ปกติจำนวน 54.80 ล้านไร่ เพื่อให้ได้ผลผลิตประมาณ 22.89 ล้านตัน ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นในฤดูนาปีจำนวน 0.57 ล้านไร่ ทั้งพืชไร่ ปศุสัตว์ หรือในจำนวนนี้แทน โดยรัฐบาลจะจ่ายให้ชาวนาที่ร่วมโครงการนี้ ครัวเรือนละ 1,000 บาทต่อ 1 ไร่นั้น
ล่าสุดนายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานสภาเกษตรกรโคราช เปิดเผยว่า สำหรับโครงการที่จะส่งเสริมให้ชาวนาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากการปลูกข้าวไปปลูกพืชอย่างอื่นที่มีราคาผลผลิตดีกว่าแทนนั้น ในทางทฤษฏีถือว่าน่าสนใจ แต่ทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ไม่มีองค์ความรู้ในพืชเศรษฐกิจอื่นมากนัก อีกทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์การเกษตรที่มีอยู่ ก็ใช้แตกต่างกันตามการปลูกพืช ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการที่จะส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจัง ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี โดยปีแรกต้องให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ในพื้นที่จะปลูกก่อน หลังจากนั้นช่วงปีที่ 2-3 ก็ต้องวางแผนปลูกพืชให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดการปลูกพืชชนิดเดียวกัน แล้วมีปัญหาล้นตลาดตามหลังได้ แต่ถ้าจะให้ปรับเปลี่ยนทันทีในปีนี้ ก็คงจะทำไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะช่วงนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ก็เริ่มปลูกข้าวกันแล้ว
ด้านนายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า สำหรับแนวความคิดที่จะให้ชาวนาเลิกทำนา แล้วปรับเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นนั้น มองว่าขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีแนวทางปฏิบัติที่สามารถรองรับได้เลย อีกทั้งการให้เงินไร่ละ 1,000 บาท เพื่อให้เปลี่ยนอาชีพก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง สมมุติว่า 1 ครัวเรือน มีที่นาอยู่ประมาณ 20 ไร่ หากรัฐบาลให้เงินไปจำนวน 20,000 บาท เพื่อเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นทันที แล้วเกษตรกรยังคิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไร เพราะรัฐบาลยังไม่ได้มีการวางรากฐาน หรือให้องค์ความรู้เรื่องปลูกพืชอย่างอื่น จึงมีความเป็นไปได้ว่าเงินส่วนนั้นจะถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่นนำไปซื้อโทรศัพท์มือถือ รถจักรยานยนต์ หรือของฟุ่มเฟือยอย่างอื่นแทน ดังนั้นการจะเปลี่ยนอาชีพคน โดยเฉพาะอาชีพชาวนาที่มีการสืบทอดกันมายาวนานนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ รัฐบาลต้องสร้างองค์ความรู้หรือชี้ช่องทางอาชีพที่จะให้เขาเปลี่ยนไปทำให้ได้ก่อน ถ้าเป็นไปได้ควรจะมีการหารือกับหน่วยงานในพื้นที่เสียก่อน อาทิ หอการค้าจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด และเกษตรจังหวัด เป็นต้น เพื่อร่วมมือกันจัดวิทยากรลงพื้นที่ไปให้องค์ความรู้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึง และมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ ชี้ช่องทางทำมาหากินให้เห็นชัดเจน แล้วเกษตรกรจะสามารถเลือกอาชีพเองได้อย่างถูกต้อง จึงจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

