วันที่ 11 กรกฎาคม นายชำนาญ กลิ่นจันทร์ เจ้าพนักงาน ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปฏิบัติงานยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก. ตามคำสั่ง คสช. ที่ประกาศใช้ ม.44 แก้ปัญหาการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.โดยมิชอบตามกฎหมายว่า ขณะนี้ทางสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.ส่วนกลาง ได้จัดทำแผนที่ที่จะยึดคืนเสร็จแล้วบางส่วน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ แต่ในส่วนของแบบฟอร์มการประกาศแผนที่นั้น อยู่ระหว่างการออกแบบของส่วนกลาง จึงยังไม่ได้ส่งมาให้ ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา เพราะต้องให้มีการสรุปแผนการดำเนินงานปิดประกาศให้ชัดเจนก่อน โดยจะมีการประชุมหารือเพื่อวางแผนกันที่ จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 11-12 กรกฎาคมนี้ ซึ่งหากผลการประชุมออกมาเช่นไร ตนก็พร้อมที่จะดำเนินการตามนั้น แต่หากจะยึดถือเอาตามแบบประกาศของ คสช. ก็กำหนดให้นำไปปิดประกาศใน 4 จุด ได้แก่ 1.ที่ว่าการอำเภอ 2.ที่ทำการกำนัน 3.ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน และ 4.ที่สำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“สำหรับการปิดประกาศแผนที่นั้น ไม่ใช่การประกาศยึดคืนพื้นที่ได้ทันที เป็นแต่เพียงการประกาศให้ผู้ครอบครองพื้นที่นั้นๆ ได้รับทราบว่าเป็นพื้นที่เข้าข่ายอาจจะต้องถูกยึดคืน ซึ่งผู้ครอบครองสามารถนำเอกสารและหลักฐานการครอบครองมายืนยันได้ ที่สำนักงาน ส.ป.ก.จังหวัด ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ปิดประกาศ หากพบว่าเอกสารและหลักฐานการครอบครองถูกต้องตามกฎหมาย ทาง ส.ป.ก.ก็พร้อมที่จะมอบพื้นที่ดินให้คืน แต่หากพบว่าครอบครองโดยผิดกฎหมาย ก็จะต้องมีการยึดคืนและดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดประกาศได้ในสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป โดยจังหวัดนครราชสีมานั้น มีที่ดินที่เข้าข่ายตามประกาศครั้งนี้อยู่จำนวน 134 แปลง มีพื้นที่กว่า 113,000 ไร่ กระจายอยู่ใน 18 อำเภอ จากทั้งหมด 32 อำเภอ ถือว่ามากที่สุดในประเทศไทยขณะนี้” นายชำนาญ กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ดิน ส.ป.ก.ส่วนใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมา จะอยู่ในพื้นที่อ.ชุมพวง อ.เสิงสาง และอ.สีคิ้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการทำการเกษตร และมีการซื้อขายเปลี่ยนมือผู้ถือครองมาหลายทอด ส่วนพื้นที่อ.วังน้ำเขียว และอ.ปากช่อง ที่ ส.ป.ก.จะถูกซื้อขายเปลี่ยนผู้ถือครองจากการทำการเกษตรเป็นรีสอร์ตและโฮมสเตย์ ซึ่งมีอยู่กว่า 200 แห่ง โดยล่าสุดทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เตรียมที่จะนำเรื่องนี้เสนอต่อรัฐบาลเพื่อใช้แนวทางยึดคืนสำหรับผู้ที่พิสูจน์สิทธิ์ชัดเจนว่าเป็นการบุกรุก ถือครองที่ ส.ป.ก.ผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะผู้ที่ครอบครองเกิน 100 ไร่ขึ้นไป ส่วนผู้ที่ถือครอง ตั้งแต่ 30-100 ไร่ แล้วนำไปทำการเกษตรหรือทำรีสอร์ต ก็จะเสนอให้เช่าแล้วนำเงินรายได้เข้ารัฐต่อไป.

